thaihoon สมาชิก
 จังหวัด: กรุงเทพมหานคร โพสต์: 14,583 |  วันที่: 16/05/2013 @ 09:23:25 คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่ ผลการโหวต "โรงพยาบาลจุฬารัตน์" ได้ฤกษ์เข้าเทรดใน SET วันนี้ ใช้ชื่อย่อ "CHG" ที่ปรึกษามั่นใจนักลงทุนตอบรับดีเยี่ยม เหตุพื้นฐานแข็งแกร่ง มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ราคาไอพีโอ 6.30 บาท ไม่แพง เพราะมีค่าพี/อีแค่ 17 เท่า ต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่ 27 เท่า แถมนักลงทุนสถาบันแห่จองล้นกว่า 10 เท่า ล่าสุดประกาศงบไตรมาส 1/56 กำไรพุ่ง 71% ด้านโบรกเกอร์ให้ราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 10 บาท ระบุมีโอกาสจ่ายปันผลได้สูงถึง 75% เหตุบริษัทปลอดหนี้สิน
*** ข้อมูลโรงพยาบาลจุฬารัตน์
บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด(มหาชน) หรือ CHG ดำเนินธุรกิจให้บริการรักษาพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกและจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับสนามบินสุวรรณภูมิ โดย ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2555 บริษัทฯมีโรงพยาบาลให้บริการ 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 และโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 และมีสถานพยาบาลและคลิ
นิก 7 แห่ง รวมทั้งสิ้น 10 แห่ง โดยมีห้องตรวจรักษาผู้ป่วยนอก 87 ห้อง และมีเตียงรองรับผู้ป่วย 386 เตียง ดำเนินการผ่านบริษัทย่อย 2 แห่ง คือ บริษัท คอนวีเนียนซ์ ฮอสพิทอล จำกัด และ บริษัท บางปะกงเวชชกิจ จำกัด
*** พี/อี 17 เท่า ต่ำกว่าอุตสาหกรรม
นางสาวสุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น CHG เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กัประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกของโรงพยาบาลจุฬารัตน์ ได้กำหนดราคาไว้ที่ 6.30 บาท โดยเสนอขาย IPO จำนวน 220 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดยจะกระจายให้กับนักลงทุนทั่วไป 40% และนักลงทุนสถาบัน 60% โดยจำนวนหุ้น IPO 220 ล้านหุ้นนั้น คิดเป็น 20% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทฯ ได้เปิดให้จองซื้อในวันที่ 8-10 พ.ค. ที่ผ่านมา และจะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯในวันที่ 16 พ.ค. นี้
'สำหรับราคาหุ้นที่ 6.30 บาท นั้นถือเป็นราคาที่เหมาะสม เนื่องจากบริษัทฯ มีปัจจัยที่แข็งแกร่ง ฐานะการเงินดี ไม่มีหนี้ โดยหลังจากสำรวจความต้องการจากนักลงทุนสถาบัน หรือการเดินสายโรดโชว์ ปรากฏว่ามียอดจองเกินกว่า 10 เท่า โดยบริษัทฯมี PE อยู่ที่ 17 เท่า ขณะที่ PE ของกลุ่มอยู่ที่ 27 เท่า' นางสาวสุวภา กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนระดมทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพให้บริการทางการแพทย์ รองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 และโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 และรองรับเพิ่มศูนย์การให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทาง เช่น ศูนย์เฉพาะทางด้านมะเร็งเต้านม ทางเดินอาหารและคลินิคเด็กและพัฒนา
*** เป้ารายได้ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 20%
ด้านนายแพทย์กำพล พลัสสินทร์ ประธานกรรมการ CHG เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนจะเปิดโรงพยาบาลเพิ่มเติมอีก 1 สาขา ภายใน 3 ปีนี้ โดยจะเป็นสาขาต่างจังหวัดที่มีประชากรสูง ดีมานด์ในการรักษาสูง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยคาดว่าประเทศไทยจะมีชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก เนื่องจากศักยภาพในการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลไทยเรียกได้ว่าดีที่สุดในอาเซียน ปัจจุบันบริษัทฯมีลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติไม่ถึง 5% ส่วนใหญ่มาจากอาเซียน ญี่ปุ่น ไต้หวันและยุโรป แต่คาดว่าจากนี้ไปจะมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 20% จากปี 2555 ที่มีรายได้ 1.87 พันล้านบาท ขณะที่กำไรก็จะเติบโตดีกว่าปี 2555 ที่มีกำไร 336 ล้านบาท เนื่องจากคาดว่าจะมีคนไข้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น โดยในระยะ 3 ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลฯ มีรายได้จากการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเฉลี่ยปีละ 20%
*** มีรายได้ลูกค้าประกันสังคม 55%
ทั้งนี้ รายได้หลักของโรงพยาบาลฯ มาจากลูกค้าที่เป็นประกันสังคม 55% คิดเป็นจำนวน 3.05 แสนราย โดยคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อปี 2,300 ล้านบาท โดยคาดว่าจากลูกค้าประกันสังคมจะเพิ่มได้อีก 10% จาก 3.05 แสนรายในปัจจุบัน ขณะที่อีก 45% เป็นลูกค้าทั่วไป แต่ถือว่าเป็นลูกค้าเกรดเอ โดยทางโรงพยาบาลฯ มีศักยภาพในการรักษา รวมถึงมีความเชี่ยวชาญในด้านการรักษาโรคหัวใจ-โรงมะเร็งครบวงจร อีกทั้งอยู่ในโซนอุตสาหกรรม คือ กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ทำให้มีรายได้จากลูกค้าประกันสังคมแน่นอน โดยปัจจุบันบริษัทฯมีมาร์จิ้นอยู่ที่ 17% ขณะที่ความเสี่ยงอื่นๆไม่มี อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการปรับเพิ่มค่ารักษาโรคร้ายแรง (RWU=น้ำหนักโรค 1RWU=11,500 บาท โดยแต่ละโรคมีน้ำหนักแตกต่างกันออกไป)
ขณะที่ล่าสุด บริษัทฯ ได้มีบริการสายด่วนหัวใจที่เปิดให้บริการตั้งแต่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยหากมีผู้ป่วยโรคหัวใจเป็นการฉุกเฉินสามารถกดโทรเรียกสายด่วน 1609 โดยจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลคนไข้ถึงบ้าน
*** บล.ธนชาต ให้ราคาพื้นฐาน 10 บาท
บล.ธนชาต ให้มูลค่า CHG ที่ 1.1 หมื่นลบ. หรือคิดเป็นมูลค่าหุ้นละ 10 บาท โดยใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด ที่ WACC 8.7% ในการคำนวณมูลค่ายุติธรรมของ CHG สมมติให้ terminal growth สำหรับ CHG ที่ 2% จะทำให้ได้ equity value ที่ 1.1 หมื่นลบ. ซึ่งคิดเป็น PEที่ 27.2 เท่า ในปี 2013 และ 23.1 เท่า ในปี 2014 เทียบกับ PE ปัจจุบันของ BCH ที่ 24.7 เท่าและ 21.7 เท่า และ PE ปัจจุบันเฉลี่ยของกลุ่มโรงพยาบาลที่ 31.9 เท่า และ 28.1 เท่า ในปีดังกล่าว
*** บล.กรุงศรี ให้มูลค่ากิจการที่ 9.88 พันลบ. ให้ราคาเป้าหมาย 9.70 บาท
บล.กรุงศรี มองว่า CHG มีความน่าสนใจในการลงทุนด้วยกำไรสุทธิที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 3 ปีข้างหน้า (CAGR) สูงถึง 18% ต่อปี ด้วยการขยายฐานลูกค้าเงินสดซึ่งมีอัตรามาร์จิ้นสูงกว่ากลุ่มลูกค้าประกันสังคมถึง 10% และการเปิดศูนย์การแพทย์เฉพาะทางจะเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัว โดย EPS ในปี 56 ยังเติบโต 5% แม้จะมี Dilution effect จากหุ้น IPO นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งเป็น Cash Company ไม่มีภาระหนี้สิน และคาดว่าจะมีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอทุกปี เราประเมินมูลค่ากิจการที่ 9,883 ล้านบาทโดยอิงวิธีเฉลี่ยระหว่างวิธี DCF ภายใต้สมมติฐาน WACC ที่ 10.5%และ P/E เฉลี่ยของกลุ่มโรงพยาบาลที่ 23 -26xStock Rating UnratedFair Value N.A. ได้ราคาพื้นฐานที่ 9.70 บาทต่อหุ้น
ด้านบล.ทรีนีตี้ให้มูลค่ากิจการที่ 1.01 หมื่นลบ. หรือ คิดเป็นหุ้นละ 9.18 บาท โดยประเมินจากมูลค่าพื้นฐานด้วยวิธีส่วนลดกระแสเงินสด และมีพี/อีปีนี้ที่ 25 เท่า ใกล้เคียงกับพี/อี ของกลุ่มโรงพยาบาลซึ่งอยู่ที่ 25.7 เท่า
*** บล.เอเซียพลัส ให้มูลค่ากิจการที่ 9.57 พันลบ. หรือหุ้นละ 8.70 บาท
บล.เอเซียพลัส ประเมินมูลค่าพื้นฐานที่เหมาะสมอยู่ที่มูลค่าตลาด 9,570 ล้านบาท เทียบเท่า PER 23.5 เท่าภายใต้กำลังให้บริการเดิม คาดกำไรสุทธิปี 2556 จะเติบโต 21.3% แต่ด้วยผลของ Share DilutionEffect จากการออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อขาย IPO ครั้งนี้ราว 20% คาดจะทำให้ EPS ปี 2556 มีแนวโน้มลดลงราว 2.9%yoy แต่จะกลับเติบโตในปีหน้า 13.6% กำหนดมูลค่าพื้นฐานอิง วิธี DCF ที่ WACC 9.3%Termial Growth Rate 3% ได้ Fair Value ที่มูลค่าตลาด 9,570 ล้านบาท เทียบเท่า Expected PER ที่23.5 เท่า เหนือค่าเฉลี่ย PER ของหุ้นรพ.ระดับกลาง-ล่าง ของ 3 บริษัท คือ BCH, TNH และ SKR ซึ่งอยู่ที่ 21.12 เท่า สะท้อนอัตรากำไรสุทธิ ที่อยู่ในระดับสูงถึง 18% เป็นรองเพียง BCH ซึ่งอยู่ที่ 20.2%
*** บล.ไอร่า คาดกำไรโตเฉลี่ย 16% ต่อปีในช่วง 3 ปีนี้
บล.ไอร่า ระบุว่า การระดมทุนของ CHG ครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของกำไรเฉลี่ยช่วง 3 ปีข้างหน้าสูงถึง 16%ต่อปีด้วยอัตรำใช้กำลังกำรให้บริกำร (Utilization Rate) ณ สิ้นปี 55 ที่สูงถึง 73% สำหรับ OPD และ 84% สำหรับ IPD แล้ว ก็นำมำสู่กำรออกแผนกำรระดมทุนผ่ำน IPO ในครั้งนี้ โดยส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นเงินลงทุนสำหรับกำรขยำยพื้นที่กำรให้บริกำรในโรงพยำบำลหลักทั้ง 3 แห่งในช่วง 3 ปีข้ำงหน้ำด้วยงบประมำณรำว 950 ล้ำนบำท ซึ่งคำดภำยหลังก่อสร้ำงแล้วเสร็จ (ปี 59) เครือ CHG จะมีห้องตรวจ (OPD) เพิ่มอีก 56% เป็น 136 ห้องและเตียงให้บริกำร (IPD) เป็น 544 เตียง (+41%) ช่วยเพิ่มศักยภำพในกำรรองรับผู้ใช้บริกำรที่จะโตต่อตำมแนวโน้มธุรกิจกำรแพทย์ไทยได้และด้วยควำมโดดเด่นของ CHG ทั้งในแง่ทำเลที่ตั้งและกลยุทธ์ดำเนินงำนประกอบกับฐำนะกำรเงินที่จะแข็งแกร่งมำกขึ้นอย่ำงเด่นชัดหลังเพิ่มทุน ดังนั้น เรำจึงคำดกำรเติบโตเฉลี่ยของกำไรสุทธิในช่วง 3 ปีข้ำงหน้ำของ CHG จะสูงถึง 16%ต่อปีและประเมินเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่น่าลงทุนในกลุ่มรพ.
*** มีโอกาสปันผลสูงถึง 75% ของกำไรสุทธิ
บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า โครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่งของ CHG คงสถานะ Net cash ทำให้มีโอกาสจ่ายเงินปันผลได้ต่อเนื่อง โดยโครงสร้างทางการเงินของ CHG นั้นอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง กล่าวคือ คาดว่าจะสามารถคงสถานะ NetCash ได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน และผลจากการเพิ่มทุนในครั้งนี้ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนรองรับโครงการขยายการลงทุนในอนาคต คาดจะช่วยให้ CHG ยังคงสถานะการเงินแข็งแกร่งโดยมีสถานะ Net Cash ต่อเนื่องในอนาคต บวกกับสถิติข้อมูลของการจ่ายเงินปันผลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามี อัตราการจ่ายเงินปันผลูงเกิน 81% ของกำไรสุทธิ ทำให้เชื่อว่าแม้นโยบายการจ่ายเงินปันผลจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ แต่ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า CHG จะสามารถจ่ายเงินปันผลในระดับสูงราว 75% ของกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง
*** CHG รายงานกำไรไตรมาสแรกพุ่ง 71%
บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/56 ที่ 90.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 52.84 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 37.40 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 71% ส่วนงวดปี 2555 บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิ 335.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 171.48 ล้านบาทในงวดเดียวกันปีก่อน
กำไรงวดไตรมาส 1/56 ที่เพิ่มขึ้นนั้น มาจากการเติบโตของรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาล โดยอยู่ที่ 504.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90.67 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22 จากไตรมาส 1 ปี 2555โดยเติบโตในทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มผู้ป่วยทั่วไปและกลุ่มโครงการสวัสดิการภาครัฐ ทั้งจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการและรายได้เฉลี่ยต่อครั้ง โดยเฉพาะโครงการภาครัฐอื่นๆ ซึ่งเติบโตถึงร้อยละ 744 ผลจากการเปิดศูนย์โรคหัวใจครบวงจรในช่วงไตรมาส 1 ปี 2556
ในด้านของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เติบโตต่ำกว่าการเติบโตของรายได้ โดย ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาล 324.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.68 ล้านบาท เติบโตเพียงร้อยละ 13 จากไตรมาส 1 ปี 2555 โดยเติบโตน้อยกว่าการเติบโตของรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาล (เติบโตร้อยละ 22)
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 69.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.78 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 20 จากไตรมาส 1 ปี 2555 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานตามค่าแรงขั้นต่า 300 บาท
ด้านสินทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2556 เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ราว 126.54 ล้านบาท มีรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 50.97 ล้านบาทในขณะที่มีรายการที่ดินอาคารอุปกรณ์เพิ่มขึ้น 74.04 ล้านบาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นเพิ่มขึ้น 34.04 ล้านบาทและรายได้ค้างรับประกันสังคมเพิ่มขึ้น 70.36 ล้านบาท
หนี้สินเพิ่มขึ้นราว 93.49 ล้านบาท เนื่องจาก เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นเพิ่มขึ้นราว 28.56 ล้านบาท นอกจากนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2556 มีเงินปันผลค้างจ่าย 57.20 ล้านบาท โดยจ่ายจากผลการดาเนินงานปี 2555
|