June 9, 2026   10:29:25 PM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องข่าว > รับเหมาพุงกางกำไรพุ่ง 2,700%
 

thaihoon
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 14,583
วันที่: 17/05/2013 @ 09:18:27
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

หุ้นรับเหมาฯ กำไร Q1/56 ทั้งกลุ่มกระฉูดกว่า 2,700% โดยเฉพาะ 2 บริษัทใหญ่เจ้าตลาดอย่าง CK - STEC ที่งานในมือยังมีอยู่เพียบ พร้อมรับรู้ตลอดทั้งปี หรือแม้แต่ ITD ยังพลิกกลับมามีกำไรในรอบ 2 ปี แต่โบรกเตือนยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจ รวมถึง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านลบ.ที่เข้าไม่ทันประชุมสภาสมัยวิสามัญ 31 พ.ค.นี้ อาจทำให้แรงเก็งกำไรชะลอตัว แต่ยังแนะซื้อให้เป้าหมาย CK สูงสุด 32 บ. STEC 35.50 บ. และ ITD 9.50 บ.

หลังจากบริษัทจดทะเบียนประกาศผลประกอบการในตลาดหุ้นไทยไปจนครบถ้วนเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีกำไรเติบโตอย่างโดดเด่น โดยทั้งกลุ่มกำไรโตถึง 2,752% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 3 ยักษ์ใหญ่ ที่มีแนวโน้มได้รับงานจากนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล อย่าง บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ที่มีกำไรเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเด่นเป็นประวัติการณ์ถึง 4,584.29% บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ที่ยังคงมีงานในมือจากภาครัฐจำนวนมากจนนักวิเคราะห์ยกให้เป็นหุ้นที่เด่นสุดในกลุ่ม หรือแม้แต่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ที่เผชิญกับภาวะขาดทุนมาตลอด 2 ปี ที่ผ่านก็กลับมามีกำไรได้ในไตรมาสนี้

*** หุ้นไทยผันผวนหลังรับงบ Q1 มองกลุ่มรับเหมายังน่าสนใจระยะยาว
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนวโน้มของดัชนีตลาดหุ้นไทยในวันนี้ (17 พ.ค.)คาดว่าจะแกว่งตัวผันผวนในกรอบจำกัด เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหลังประกาศงบไตรมาส 1/56ของบจ.เสร็จสิ้นแล้ว หลังจากนี้ให้ติดตามทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะปัญหาเพดานหนี้สหรัฐที่จะสิ้นสุดในวันที่ 19 พ.ค.นี้ว่าจะกระทบต่อดัชนีฯดาวน์โจนส์หรือไม่
นอกจากนี้ยังให้ความเห็นต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างว่าเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจในการลงทุนเนื่องจากมีผลประกอบการไตรมาส 1/56 ออกมาดีมาก และคาดว่าไตรมาส 2/56 ผลประกอบการจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหากไม่มีปัจจัยการเมืองเข้ามากระทบระหว่างการรออนุมัติพรบ.เงินกู้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ส่วนกรณีที่การเสนอพรบ.ดังกล่าวไม่สามารถเข้าทันที่ประชุมวิสามัญภายในวันที่ 31 พ.ค.นี้นั้น คาดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน เพราะหากมีการเลื่อนพิจารณาอนุมัติพรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทเช่นนี้คาดว่าจะผ่านการอนุมัติได้ในช่วงสิ้นปี และสามารถดำเนินการได้จริงในปี 2557 เพราะฉะนั้นหุ้นกลุ่มนี้จึงน่าสนใจในการลงทุนระยะยาว แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาส2และไตรมาส 3 เป็นช่วงฤดูฝนทำให้การก่อสร้างมีความล่าช้า นักลงทุนอาจจะต้องชะลอการลงทุนสักพัก กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ขายเมื่อดัชนีฯปรับตัวลงแรง โดยประเมินแนวรับที่ 1,610 จุด และแนวต้านที่ 1,640 จุด

*** CK กำไรทุบสถิติสูงสุด โบรกฯเล็งเพิ่มประมาณการ
บล.กรุงศรีเปิดเผยว่า ทาง CK ประกาศกำไรสุทธิ 1Q56 เท่ากับ 5.07 พันล้านบาท (+4,584%YoY และ +1,904%QoQ) เติบโตสูงอย่างมีนัยสำคัญจนเป็นไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทเนื่องจาก 1) การบันทึกกำไรพิเศษ (ก่อนหักภาษี) ประมาณ 2.2 พันล้านบาทจากการขายสัดส่วนหุ้น 11% ใน TTW ที่ราคาขาย 7.55 บาทต่อหุ้น ให้แก่ BECL, 2) กำไรพิเศษประมาณ 3.8 พันล้านบาทจากการเปลี่ยนวิธีบันทึกมูลค่าหุ้น TTW จากต้นทุนเฉลี่ย 2.49 บาทต่อหุ้นเป็นมูลค่าตลาด ณ วันที่ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น TTW และเปลี่ยนสถานะจากบริษัทร่วมเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน (7 ก.พ. 56) และ 3) รายได้จากธุรกิจหลักที่เติบโตทั้ง 89%YoY และ 18% QoQ เป็น 8.15 พันล้านบาทตามความคืบหน้าของงานก่อสร้างโครงการหลัก ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีในลาว, เส้นทางรถไฟฟ้า BTS ส่วนต่อขยาย (แบริ่ง-สมุทรปราการ), และเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สัญญาที่ 2 และ 5 อย่างไรก็ตามข้อดีของการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายและการปลดล็อคมูลค่าเงินลงทุนในหุ้น TTW คือ อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลดลงเหลือ 1.6 เท่า
จาก 2.9 เท่า ณ สิ้นปี 55
ขณะที่ Backlog อยู่ในระดับสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามความคืบหน้าของการ IPO หุ้น บจ.ซีเค พาวเวอร์ (ปัจจุบัน CK ถือหุ้น 38%) ชัดเจนมากขึ้นและเตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ภายในเดือน ก.ค. 56 อาจจะส่งผลให้ต้องปรับเพิ่มประมาณการในอนาคตเนื่องจากบริษัทบันทึกกำไรจาก Mark-to-market เพิ่มเติมเข้ามาในส่วนของผู้ถือหุ้นและจะช่วยให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลดลงเหลือประมาณ 1 เท่า
จุดเด่นของ CK คือ มีความพร้อมสูงในการประมูลงานภาครัฐโดยเฉพาะจากจุดเด่นในด้านประสบการณ์งานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่หลากหลายกว่าคู่แข่งและมีศักยภาพสูงในการประมูลงานภาครัฐอื่นๆทั้งเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย BTS (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต), สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี), และสายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี), และรถไฟความเร็วสูง และความพร้อมจะยิ่งสูงขึ้นภายหลังส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาแข็งแกร่งจากการปลดล็อคมูลค่าเงินลงทุน คงคำแนะนำ 'เก็งกำไร' ประเมินมูลค่าพื้นฐานหุ้น CK เท่ากับ 32 บาท
ด้านบล.บัวหลวง แนะนำ ซื้อ เป้าหมายพื้นฐาน 32.25 บาท และ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ ประเมินราคาเป้าหมาย 32 บาท

*** โบรกฯ ชี้ STEC แกร่งสุดในกลุ่ม ให้ราคาสูงสุด 35.50 บ.
บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ทาง STEC แจ้งกำไรสุทธิ 1Q56 ที่ 403 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 39%qoq และ 34%yoy กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเป็นผลจากการเติบโตของรายได้และมีความสามารถในการทำกำไร(Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้น ส่วนงานในมือปัจจุบันมี Backlog หลังรับรู้รายได้ใน 1Q56 อยู่ที่ 69,000 ล้านบาทจากการเซ็นสัญญางานใหม่ในปีนี้อีก 5 โครงการมูลค่ารวมกว่า 19,000 ล้านบาท แบ่งเป็น1)งานก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ 12,000 ล้านบาท 2)งานก่อสร้างอาคารของ กสท.โทรคมนาคม 2,279 ล้านบาท 3)งานก่อสร้างอาคารของ CP 1,567 ล้านบาท 4)งานก่อสร้าง Module ของ STPI 3,540 ล้านบาทและ5)งานก่อสร้างโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์อีก 755 ล้านบาท สามารถรองรับการเติบโตของรายได้อีก 2-3 ปี อย่างไรก็ตามในส่วนของ 2Q56 คาดกำไรสุทธิอาจชะลอตัวลงเมื่อเทียบ QoQ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนทำให้งานก่อสร้างบางโครงการอาจล่าช้า ดังนั้นในส่วนของคาดการณ์กำไรสุทธิในปีนี้เราจึงคงประมาณการณ์ไว้ตามเดิม โดยคาดกำไรสุทธิในปีนี้ประมาณ 1,327 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 14%yoy
ทั้งนี้ยังแนะนำซื้อ และยังมองว่า STEC เป็นหุ้นที่ดีที่สุดในกลุ่มรับเหมา คือ1)ผลประกอบการมีกำไรสุทธิทุกไตรมาส ขณะที่คู่แข่งมีผลการดำเนินงานที่ผันผวน 2) D/E Ratio ต่ำที่สุดของกลุ่มสะท้อนผ่านดอกเบี้ยจ่ายที่ต่ำเพียง 6 ล้านบาท/ไตรมาส 3) มี Backlog จำนวนมากทำให้มั่นใจได้ว่าผลประกอบการจะยังเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยเราประเมินมูลค่าเหมาะสมของ STEC ด้วยวิธี PBV Ratio และให้ Premium จากระดับ PBV สูงสุดในอดีตจาก 5 เท่าเป็น 6 เท่าจะได้ราคาเหมาะสมในปีนี้ที่ 35.50 บาท
ด้าน บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 32.00 บาท ,บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายของเราที่ 32 บาท ,บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ ประเมินเป้าหมาย 33 บาท, บล.กรุงศรี แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานเท่ากับ 32 บาท

*** คาด ITD ปีนี้กำไรโต 698% ให้เป้าหมาย 9.5 บ.
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เปิดเผยว่า บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/56 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 342 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.08 บาท) ลดลง 14% จากไตรมาสก่อน ในขณะที่ดีขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุนเท่ากับ 171 ล้านบาท โดยรายไตรมาสพลิกฟื้นมามีกำไรสุทธิติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง หลังจากขาดทุนตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขการรับรู้รายได้งานก่อสร้างชะลอตัวลงเหลือ 10,640 ล้านบาท (-18%qoq, -5%yoy) ตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้นชะลอตัวลงเหลือ 10% จาก 12.9% ในไตรมาสก่อน แต่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนเท่ากับ 8.5% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเท่ากับ 571 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อยอดรายได้ทรงตัวที่ 5% ภาระดอกเบี้ยจ่ายทรงตัวในระดับสูงเท่ากับ 565 ล้านบาท (-4%qoq, -1%yoy)
อย่างไรก็ตามคาดว่าการรับรู้รายได้จะปรับตัวดีขึ้นและผลประกอบการจะดีขึ้น จากปีนี้มีอัตรากำไรขั้นต้นคาดจะเกิน 10% เนื่องจากงานเก่าที่ไม่ค่อยมีกำไรหมดไปแล้ว และ ITD มีศักยภาพที่จะได้งานของรัฐบาลในอนาคตต่อเนื่อง เช่น โครงการน้ำ 3 แสนล้านบาท โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ 2 ล้านล้านบาท เพื่อเข้ามาเสริมปริมาณงานในมือ (backlog) ที่ขณะนี้มีอยู่แล้ว 2.4 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการทวายในพม่าที่สร้างงานให้ ITD ถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1.55 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 16 ปีข้างหน้า เราประเมินยอดรับรู้รายได้ในปีนี้เท่ากับ 51,846 ล้านบาท เติบโต 12% และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,007 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.24 บาท) พุ่งขึ้นถึง 698%
ส่วนประเด็นการเพิ่มทุนอาจจะยังเป็นปัจจัยที่กดดันราคาหุ้น แต่มองว่าการเพิ่มทุนเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต ซึ่งมีโครงการต่างๆเป็นจำนวนมาก จึงต้องการฐานทุนที่เพิ่มมากขึ้น เรายังคงแนะนำ ซื้อ ในลักษณะเก็งกำไร ประเมินราคาเป้าหมาย 12 เดือนข้างหน้า 9.5 บาท บนฐาน Forward P/BV ปี 2556-2557 เท่ากับ 4x ซึ่งยังต่ำกว่านอดีตเคยซื้อขายที่ Forward P/BV ที่สูงถึง 5 เท่า (ปลายปี 2546) ในขณะที่ปัจจุบันแวดล้อมยังหนุนมากกว่า

*** กลุ่มเสาเข็มงานล้นมือ ซื้อได้ทั้ง SEAFCO-PYLON
บล.ทิสโก้ เปิดเผยถึงหุ้น SEAFCO ว่า ประกาศงบ 1Q56 กำไรสุทธิ 45 ล้านบาท +182% YoY และ ไม่เปลี่ยนแปลง QoQ ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย อย่างไรก็ตามคาดว่ารายได้ในอนาคตจะยังเติบโต จากโอกาสธุรกิจส่งผลให้แนวโน้มของธุรกิจนี้เติบโตอย่างเห็นได้ชัดใน 2-3 ปีนี้ โดยในปีนี้ SEAFCO มียอดงานในมือ backlog ณ สิ้นปี 2555 จำนวน 1,568 ล้านบาท และมีงานประมูลมูลค่า 600-700 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดว่าจะได้ในสัดส่วน 30-40% และ SEAFCO ได้มองหาพันธมิตรที่ประเทศพม่า ซึ่งในไตรมาส 2 นี้บริษัทคาดว่าจะได้รับข่าวดีมูลค่างาน 100 ล้านบาทที่ประเทศพม่า เราคาดรายได้อยู่ที่ 1,752 ล้านบาท และ 2,014 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% (YoY) ในปี 2556F และ 2557F ตามลำดับ และคาดกำไรสุทธิที่ 170 ล้านบาท และ 203 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% (YoY) และ 20% (YoY) ในปี 2556F และ 2557F ตามลำดับ
แนะนำให้ “ซื้อ” มูลค่าราคาที่เหมาะสมที่ 9.6 บาท (upside 22%) และ Dividend Yield 56F ที่ 3.4%, Total Return 25.4% ขณะที่มีความเสี่ยงคือ 1) ความล่าช้าของนโยบายภาครัฐในการลงทุน 2) การขาดแคลนบุคลากรและแรงงาน
ส่วนหุ้น PYLON ทางบล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ได้ประกาศผลประกอบ 1Q56 กำไรที่ 26.5 ล้านบาท -38.0% (YoY) และ -101.1% (QoQ) ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เนื่องจาก งานบางโครงการเริ่มงานได้ช้ากว่ากำหนด ทั้งนี้คาดผลประกอบการทั้งปีเติบโตต่อเนื่อง โดยในปีนี้ PYLON รอผลประมูลงานมูล 1,800 ล้านบาท แบ่งเป็นงานฐานรากเสาเข็มเจาะมูลค่า 1,100 ล้านบาท งานก่อสร้างอีกมูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท และคาดจะมีโอกาสชนะงานประมูณ 25% สำหรับการรับงานใหม่ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา PYLON ได้รับงานใหม่ 17 โครงการมูลค่า 758 ล้านบาท ส่งผลให้ backlog ในปีนี้เหลือประมาณ 869 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ 90% ในปีนี้ และออเดอร์ที่คาดว่าจะเข้า
มาเพิ่มอีกเนื่องจากยังเหลือเวลาในปีนี้อีกหลายเดือน และมีโอกาสรับงานเพิ่มจากภาครัฐฯ โดยรับงานเป็นผู้รับเหมาช่วงจากพันธมิตรทางธุรกิจ โดยคาดรายได้อยู่ที่ 1,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% (YoY) และ 1,476 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% (YoY) ในปี 2556F และ 2557F ตามลำดับ
แนะนำให้ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 8.20 บาท (upside 18%) เมื่อเทียบ PYLON กับหลักทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง PYLON ยังมี PE ที่ต่ำ 56F อยู่ที่ 12X เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย PE Sector Construction ที่ 17X มี ROE 56F 32% สูงกว่าค่าเฉลี่ย ROE Construction ที่ 18.1% และมี Dividend Yield 56F ที่ 4.8% สูงกว่า Div.Yield Construction ที่ 2.9%

*** FSS เชียร์ซื้อ CK- ITD- STEC
บล.ฟินันเซียไซรัส เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา กำไรดีขึ้นมาก โดยเฉพาะ CK มีกำไรเติบโตขึ้นมากทั้ง QoQ และ YoY ส่วน STEC ก็มีกำไรดีขึ้นเช่นกัน แต่ ITD มีกำไรลดลงทั้ง QoQ และ YoY แต่ก็เป็นการกลับมามีกำไรติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 ส่วนกำไรที่ลดลงเกิดจากรายได้ค่าก่อสร้างที่ชะลอในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นธรรมชาติของธุรกิจนี้ที่รายได้จะผันผวนในแต่ละไตรมาส แต่เริ่มเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในด้านการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย โดยปรับราคาเป้าหมายของ ITD ขึ้นเป็น 9.50 บาทจาก 7.90 บาท แนะนำซื้อทั้ง CK, ITD และ STEC

*** โบรกฯ หวั่นช่วงนี้กลุ่มรับเหมาไม่คึก หลังพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านลบ.เข้าสภาฯไม่ทัน
นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โอเอสเค (ประเทศไทย) เปิดเผย ถึงหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในช่วงนี้ ว่าอาจจะไม่คึกคักเหมือนกับช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา เนื่องจากมีประเด็นสำคัญที่เข้ามากดดันการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ คือเรื่องที่ทาง นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายอมรับว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน จะเข้าพิจารณาไม่ทันการเสนอปิดสภาฯสมัยวิสามัญ 31 พฤษภาคมนี้ แต่อาจจะถูกเลื่อนเข้าที่ประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป ในเดือน สิงหาคมแทนนี้
ทั้งนี้หากพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทเข้าที่ประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป ในเดือน สิงหาคมได้ตามกำหนด จะส่งผลให้มีแรงเก็งกำไรกลับมาในหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างอีกครั้ง

*** ทั้งกลุ่มกำไรโต 2,700%
ผู้สื่อข่าวได้รวบรวมผลประกอบการของหุ้นกลุ่มรับเหมาในตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1/2556 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555 พบว่าผลประกอบการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งกลุ่มมีกำไรสุทธิรวมกัน 6,197 ล้านบาท โตขึ้นถึง 2,700% โดยมีรายละเอียดดังนี้

ชื่อหุ้น Q1/ 2556 Q1/2555 %
EMC 15.57 10.42 49.40
UNIQ 81.25 30.33 167.83
CK 5,070.28 108.24 4584.29
STEC 402.56 300.77 33.84
ITD 341.97 (170.12) 301.01
SEAFCO 45.24 16.04 182.04
PYLON 26.48 42.83 (38.17)
NWR 55.15 51.06 8.01
PLE (24.70) (234.90) 89.48
PREB 47.86 45.76 4.58
SYNTEC (9.72) (55.14) 82.37
CNT 145.53 71.95 102.26
รวม 6197.47 217.24 2752.82%


 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com