thaihoon สมาชิก
 จังหวัด: กรุงเทพมหานคร โพสต์: 14,583 |  วันที่: 21/05/2013 @ 09:16:50 คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่ ผลการโหวต ตลท.เผยไตรมาสแรกปี 56 บจ. สร้างสถิติฟันกำไร สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2.41 แสนลบ. เพิ่มขึ้น 12.80% จากงวดเดียวกันปีก่อน หลังยอดขาย-ความสามารถเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจการเงินและการผลิตสำหรับการบริโภคทำผลงานเจ๋งสุด ด้านโบรกฯ ปรับเป้าดัชนีฯ ขึ้นเป็น 1,750 จุด ขานรับบจ.โชว์งบสวย ขณะที่ Q2/56 การันตีดีต่อเนื่องและทั้งปีคาดแตะ 8.59 แสนลบ. พร้อมเลือก KTB-BBL-BAY-INTUCH-QH-PS-AMATA-AOT- CPALL-SPCG เป็นดาวเด่น
***ตลท.เผย Q1/56 บจ. กำไรโต 12.80% รวม 2.41 แสนลบ.
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จำนวน 448 บริษัท หรือ 92.18 % ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 486 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่ม NC และ NPG) ได้นำส่งผลการดำเนินงานงวดสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2556 แล้ว โดยมี บจ. ที่มีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานจำนวน 381 บริษัท คิดเป็น 85.04% ของบริษัทจดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด โดยยอดขายไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 2,632,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.88% จากงวดเดียวกันปีที่แล้ว ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 241,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.80% อัตรากำไรขั้นต้น 18.26% จาก 17.57% ในปีที่แล้ว และอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 9.18% จาก 8.53% ด้านอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.29 เท่า
" กำไรสุทธิที่เติบโตสูงแสดงถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนขายที่ดี ภาคธุรกิจที่มีความโดดเด่นได้แก่ บจ.ในภาคการเงินและการผลิตที่เติบโตดี เนื่องจากสินเชื่อภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ขยายตัว ดัชนีและมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้นสูงและทิศทางของธุรกิจประกันภัยที่ดีขึ้นจากรายได้เบี้ยประกันภัยและการลงทุน ขณะที่ผลกระทบจากน้ำท่วมลดลง ส่วนผลการดำเนินงานของ บจ. ในภาคการผลิตโดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศมียอดขายและกำไรเติบโตโดดเด่น ได้แก่ พาณิชย์ ยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และการแพทย์ นอกจากนี้ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยมีผลการดำเนินงานดีขึ้นและมีทิศทางเติบโตดีต่อเนื่องจากมูลค่างานรอส่งมอบ (Backlog) อยู่ในระดับสูง ส่วนธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีทิศทางดีขึ้นแม้จะยังมีแรงกดดันจากค่าแรงขั้นต่ำ การแข็งค่าของเงินบาท และเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวซึ่งปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจในหมวดการเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม แฟชั่น และของใช้ในครัวเรือนและสำนักงานด้วย" นายชนิตร กล่าว
***หุ้นน้ำมัน-แบงก์ มีกำไรสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรก
ส่วนบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ. ปตท. (PTT) บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ขณะที่หมวดธุรกิจที่มีกำไร สูงสุด 3 อันดับแรก จาก 27 หมวดธุรกิจ ได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยทั้ง 3 หมวดมีกำไรสุทธิรวม 144,377 ล้านบาท คิดเป็น 59.76% ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมด และยอดขายรวมของทั้ง 3 หมวดคิดเป็น 55.12% ของยอดขายรวมทั้งหมด
***DBSV ปรับเป้าดัชนีฯ ขึ้นเป็น 1,750 จุด หลังบจ.โชว์กำไร Q1/56 สวย
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส เปิดเผยว่าฝ่ายวิจัยฯ DBSV ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย SET Index ในปี 2556 เป็น 1,750 จุด (เดิม 1,688 จุด) เพื่อสะท้อนการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 1/2556 ที่ขยายตัวแข็งแกร่งดีกว่าคาด โดยเฉพาะในหุ้นที่เป็น Large Cap และมีแนวโน้มดีต่อเนื่องตามการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยประมาณการว่ากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนที่ฝ่ายวิเคราะห์ทำการวิเคราะห์จะขยายตัว 25.6% (รวมหุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็กและใช้ค่าเฉลี่ยเป็น Median)
นอกจากนั้นตลาดหุ้นยังมีปัจจัยบวกอื่นหนุนด้วย ได้แก่ สภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่สูง อันเนื่องจากการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณของเฟด, อีซีบี,บีโอเจ เป็นต้น, เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น,ความเสี่ยงในยูโรโซนลดลง และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งดัชนีเป้าหมายใหม่มีอัพไซด์จากปัจจุบัน 7.5% ในด้านแวลู่เคชั่นตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่พีอีปี 2556 ที่ 13.7 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 14 เท่า แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทยน่าจูงใจกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 10% อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนหลักทรัพย์ที่เป็น Top Picks ยังคงเน้นไปในกลุ่มที่อิงกับอุปสงค์ในประเทศ (Domestic Demand) ได้แก่ KTB, BBL, BAY, INTUCH, QH, PS, AMATA, AOT, CPALL, SPCG อย่างไรก็ตามความเสี่ยงหลักคือความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ โดยอาจมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองเพิ่มขึ้นหากมีการเสนอพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรม
***ASP คาด Q2/56 บจ.โชว์ผลงานดีขึ้นต่อเนื่องจาก Q1/56
บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าหลังจากสิ้นสุดการรายงานงบการเงินไตรมาส 1/2556 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.56) พบว่ากำไรสุทธิตลาดรวมอยู่ที่ราว 2.42 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคิดเป็น 26.8% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2556 ที่ ASP คาดการณ์ทั้งปีและหากพิจารณาเป็นรายกลุ่ม (real sector กลุ่มประกัน กับ การเงินหลักทรัพย์ และ ลิสซิ่ง) พบว่ามีทั้งที่ดีกว่าคาด และต่ำกว่าคาด กล่าวคือ กลุ่มที่น้อยกว่าคาด ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ ปิโตรเคมี (VNT, IVL เป็นการปรับลด Spread ลง) และพลังงาน (IRPC ปรับลด Spread, BANPU ปรับลด gross margin) ตามมาด้วยกลุ่มอาหาร (TVO สต็อกวัตถุดิบเดิมสูง แต่มีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 2/2556, KSL, CPF TUF ทุกแห่งคาดว่าจะตกต่ำเป็นงวดสุดท้ายและจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในไตรมาส 2/2556) และกลุ่มค้าปลีก (ROBINS) ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์ ASP ต้องปรับลดประมาณการกำไรปี 2556 ลงจากประมาณการเดิม ตรงกันข้าม
ส่วนกลุ่มที่มีกำไรดีกว่าคาดและทำให้ต้องมีการปรับเพิ่มกำไรสุทธิในปี 2556 ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว (ERW เพราะได้รวมกำไรพิเศษราว 800 ล้านบาท จากการนำสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 2/2556) ขนส่ง (AOT ดีตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, SMT คาดจะสามารถรับเงินประกันจากน้ำท่วมได้ในปีนี้) สำหรับกลุ่มที่เหลือถือว่าทำกำไรไตรมาส 1/2556 ได้สอดคล้องกับประมาณการปี 2556
โดยสรุปทำให้มีการปรับปรุงประมาณการกำไรในปี 2556 อยู่ที่ 8.92 แสนล้านบาท หรือ ราว 104.7 บาทต่อหุ้น ลดลงจากประมาณการเดิมเล็กน้อยคือที่ 9.01 แสนล้านบาท หรือราวหุ้นละ 106.35 หรือลดลงราว 1.58% ซึ่งหากใช้ประมาณการกำไรใหม่ คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะมีค่า current PER 17.57 เท่า หรือ Expected PER ปี 2556 ที่ 15.5 เท่า ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทยน่าจเริ่มดูแพงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาเป็นรายหุ้นคาดว่ายังมีหุ้นที่มี PER ต่ำกว่าตลาด ขณะที่คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 2/2556 น่าจะดีขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะกลุ่มส่งออก ไก่ และ กุ้ง (CPF, GFP, TUF) ซึ่งเชื่อว่าได้ผ่านจุดเลวไปมากแล้ว กล่าวคือ ราคาผลิตภัณฑ์ไก่และหมูในประเทศได้เพิ่มขึ้นจนเลยจุดคุ้มทุน ขณะที่วัตถุดิบหลัก (ข้าวโพด และกากถั่วเหลือง) มีแนวโน้มผ่อนคลายลงตามราคาตลาดโลก หลังจากได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบหลัก (ข้าวโพด และกากถั่วเหลือง) ในการผลิตอาหารสัตว์ นับตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2555 รวมถึงปัญหาโรคระบาดในกุ้งได้พบสาเหตุของโรคแล้ว และคาดว่าน่าจะเพิ่มปริมาณผลิตกุ้ง เพื่อส่งออกได้ตามแผน แต่หากพิจารณาองค์ประกอบรวม นักวิเคราะห์กลุ่มอาหารได้เลือก CPF เป็น Top pick โดยประเมินว่า expected PER ของหุ้น CPF จะลดลงเหลือ 12 เท่าในปี 2557 จาก 14.6 เท่าในปี 2556 และมีเงินปันผลราว 3.4%
***เคจีไอ คาดกำไรบจ.ปีนี้อยู่ที่ 8.37 แสนลบ.
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในปี 2556 ประเมินว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 8.37 แสนล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 15.7% และในปี 2557 ประเมินว่ากำไรสุทธิตลาดรวมจะอยู่ที่ 9.31 แสนล้านบาท คาดจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2556 อยู่ที่ 11.2% ขณะเดียวกันคาดว่าในปี 2556 กำไรสุทธิรวมของตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) จะอยู่ที่ 6,628 ล้านบาท สูงกว่าปี 2555 ที่ 27.6% และในปี 2557 ประเมินผลกำไรสุทธิตลาด mai รวมอยู่ที่ 7,751 ล้านบาท คาดจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2556 อยู่ที่16.9% ส่วนผลกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ SET ในปีนี้ประเมินว่าจะอยู่ที่ 97.97 บาท หรือเติบโต 15.0% และในปี 2557 คาดผลกำไรสุทธิต่อหุ้นของ SET จะอยู่ที่ 108.90 บาท หรือเติบโต 11.2% ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี mai ในปี 2556 ประเมินจะอยู่ที่ 17.13 บาท หรือเติบโต 5.5% และในปี 2557 คาดผลกำไรสุทธิต่อหุ้นของ mai จะอยู่ที่ 20.04 บาท หรือเติบโต 16.9%
***บล.กรุงศรี คาดปีนี้ บจ.ฟันกำไร 8.59 แสนลบ.
บล.กรุงศรี เปิดเผยว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไตรมาส 1/2556 เทียบกับไตรมาส 1/2555 จากการรวบรวมของฝ่ายวิเคราะห์ พบว่ามีผลกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 239,631 ล้านบาท เติบโต 12.9% เทียบกับไตรมาส 1/2555 ที่ 212,332 ล้านบาท และทั้งปี 2556 คาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 859,270 ล้านบาท (+19.7%YoY และ EPS ที่ 100.25 บาท (+18.6%) ส่วนกลยุทธ์การลงทุนสำหรับระยะกลางแนะนำให้ลงทุนในหุ้น 90% และถือเงินสด 10%
|