May 27, 2018   4:59:43 PM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องข่าว > ข่าวเด่นประเด็นร้อน
 

??????
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 67
วันที่: 12/09/2005 @ 00:00:53
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

[b:475e102066">ข่าวเด่นประเด็นร้อน [/b:475e102066">[/color:475e102066">



SCBS เห็นหุ้นไทยสัญญาณบวกชัด
EPS ปี 49 พุ่งขึ้นจาก 2.3% สู่ 5.4%
- ฟันธงสิ้นปี SET Index ทะลุ 760 จุด[/color:475e102066">


SCBS มองการขยายตัวของ EPS ในปี 2549 มีประมาณการขึ้นจาก 2.3% สู่ 5.4% โดยคาดว่าจะเริ่มปรับขึ้นชัดเจนตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 48 จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเสถียรกว่าเดิม และหุ้นขนาดใหญ่เข้าซื้อขายเพิ่ม คาดสิ้นปีนี้ SET Index มีโอกาสไต่ถึง 760 จุด แต่ยังแนะระวังปัญหาภัยแล้งกดดันหุ้นกลุ่มปริโตรฯจนทำให้ตลาดฯไปไม่ถึงดวงดาวส่วนระยะสั้นระวังแรงขายในกรอบ 715-728 จุด
บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) ได้ออกบทวิเคราะห์ประจำเดือนกันยายนถึงการปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของ EPS ในปี 2549 ว่า จากการปรับประมาณการกำไรทำให้ประมาณการอัตราการขยายตัวของ EPS ในปี 2549 ถูกปรับขึ้นจาก 2.3% สู่ 5.4% ในขณะที่ประมาณการอัตราการขยายตัวของ EPS ในปี 2548 เปลี่ยนแปลงจาก 11% สู่ 9.3% ทั้งนี้ แม้อัตราการขยายตัวของ EPS ที่ SCBS คาดการณ์ได้จะไม่สูงมากนักแต่ก็มีความรู้สึกที่เป็นบวกมากขึ้นต่อตลาดด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

[b:475e102066">- ปัจจัยภายนอกประเทศกำลังปรับตัวดีขึ้น[/b:475e102066">
ปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ถึงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นในงวดครึ่งหลังของปี 2548 และมีแนวโน้มที่จะต่อเนื่องไปถึงปี 2549 โดยส่วนใหญ่จะได้รับการกระตุ้นจากสหรัฐและจีนขณะที่ญี่ปุ่นและเยอรมันมีแนวโน้มที่จะเป็นตัวกระตุ้นใหม่สำหรับประเทศไทยคาดว่าขาดดุลเกินสะพัดที่มีจำนวนทั้งหมดสำหรับทั้งปี 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2548 จะลดลงสู่จำนวน 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (-2.1% ของ GDP)

[b:475e102066">- ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเสถียร[/b:475e102066">
SCBS มองว่าค่าพรีเมี่ยมที่ลดลงระหว่างราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้ากับราคาตลาดปัจจุบัน(spot price) บ่งบอกว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะมีเสถียรภาพ ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้าที่ปรับขึ้นเร็วกว่าราคา spot price
ในช่วงเวลาหนึ่งบ่งบอกว่าตลาดมั่นใจเกี่ยวกับการขาดแคลนผลผลิตน้ำมันในอนาคตเมื่อพิจารณาจากราคาปัจจุบัน
แต่มาถึงตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มเกิดขึ้นแล้ว การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ผลกระทบที่เป็นลบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค และเชื่อว่าสิ่งนี้จะส่งผลทำให้ผู้บริหารบริษัทต่างๆชะลอการใช้งบลงทุนของตน ทั้งนี้แม้ว่ากลุ่มธุรกิจการเงิน จะปรับตัวดีขึ้นแต่บริษัทอื่นๆจะไม่ลงทุนเพราะว่ามีความวิตกกังวลต่อการขยายตัวของการบริโภคในประเทศ การปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นผู้บริโภคซึ่ง SCBS
เชื่อว่าจะเกิดขึ้นเมื่อราคาน้ำมันมีเสถียรภาพจะกระตุ้นให้บริษัทต่างๆใช้งบลงทุนเพิ่มและปลดปล่อยอุปสงค์ที่สะสมอยู่ออกมา โดยเฉพาะอุปสงค์ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ดังนั้นจึงมองว่าราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มีการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก

- [b:475e102066">หุ้นใหญ่เข้าตลาดเพิ่ม[/b:475e102066">
สุดท้ายก็คือการนำหุ้นขนาดใหญ่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีความคืบหน้าในการนำหุ้นขนาดใหญ่ 2 ตัว คือ EGAT และ CHANGเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โดยคาดว่าทั้งสองบริษัทจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ก่อนสิ้นปี 2548 และการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ทำให้ตั้งเป้าหมาย SET ในช่วงปลายปีไว้ที่ระดับ 760 จุด

[b:475e102066">- SET มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นถึง 760 จุด[/b:475e102066">
หลังการเปลี่ยนแปลงประมาณการเหล่านี้ เป้าหมาย SET ของ SCBS
ก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย หมายเหตุไว้ว่าได้ update อัตราการขยายตัวของกำไรปี 2548-2549 สำหรับตลาดภูมิภาคไว้ด้วยเช่นกันเนื่องจากจะมีผลต่อการคำนวณ ซึ่งคาดว่าการเข้ามาของหุ้น IPO ขนาดใหญ่ 2 ตัวคือ EGAT และ Chang(ไทยเบฟเวอเรจ) จะมีผลกระทบมากที่สุดต่อเป้าหมาย ของ SET
ปัจจุบัน TOT ไม่ได้ถูกนำมารวมไว้ในการวิเคราะห์ของเราเนื่องจากยังมีปัญหากับ กทช. แม้TOT อาจจะสร้างเซอร์ไพร้ส์ ด้วยการจดทะเบียนในตลาดภายในปีนี้ แต่จะมีผลกระทบน้อยมากต่อเป้าหมาย SET ของSCBS โดยในตอนนี้เป้าหมาย SET ปลายปีอยู่ที่ 760 จุดในกรณีที่มีการจดทะเบียน ของหุ้น EGAT และ Chang โดยมองว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นในระยะ 2-3 เดือนข้างหน้าและแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ซึ่งในทางพื้นฐาน SCBS ใช้ PER ที่ 9 เท่าเป็นแนวรับของตลาดซึ่งจะได้แนวรับของตลาดในปัจจุบันที่ 680 จุด เพิ่มขึ้นจากระดับ 660 จุดเมื่อตอนปลายปี
แม้ SCBS กำลังเปลี่ยนมามีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้น แต่ขอเน้นว่าการคาดการณ์เหล่านนี้เป็นตัวเลขที่ได้มาหลังการจดทะเบียนในตลาดหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่ง SCBS ได้พูดถึงประเด็นนี้มาตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาแล้วว่าบริษัทจดทะเบียนที่มีลักษณะธุรกิจคล้ายกันกับบริษัทจดทะเบียนใหม่ได้แก่ EGCOMP RATCH และ GLOW (ซึ่งมีลักษณะธุรกิจคล้ายกันกับEGAT )มีแนวโน้มที่จะปรับตัวได้แย่ในอนาคตอันใกล้นี้ซึ่งหุ้นเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบในระดับหนึ่งไปแล้วและเชื่อว่าหุ้นเหล่านี้ก็จะปรับตัวได้แย่ต่อไปจนกว่าการจองซื้อหุ้นใหม่จะสิ้นสุดลง

-[b:475e102066"> ปัญหาที่ทำให้มุมมองบวกมีน้ำหนักลดลง[/b:475e102066">
มุมมองที่เป็นบวกของ SCBS มีน้ำหนักลดลงเพราะปัญหาขาดแคลนน้ำในระยะยาวในขณะที่คิดว่านักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อเหมือนกันว่ารัฐบาลน่าจะเร่งวางแผนป้องกันการขาดแคลนน้ำไว้ล่วงหน้าแต่เพิ่งมีการนำมาตรการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมาใช้เมื่อไม่นานนักจากข้อมูลที่เรามีอยู่พบว่าระดับน้ำเฉลี่ยในอ่างเก็บน้ำสำคัญ 4 แห่ง ปรับลดลงถึงระดับก้นอ่างในเดือน ส.ค. เมื่อใช้สมมติฐานปริมาณน้ำไหลออกในอัตราที่เท่ากันกับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2548 คาดว่าระดับจะเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกลงมา ( อิงกับปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในช่วง5 ปีที่ผ่านมา ) ซึ่งจะช่วยให้มีน้ำใช้ได้ไปจนถึงเดือน ม.ค.2549 ซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่าปริมาณน้ำจะอยู่ที่ระดับเก็บต่ำสุด (Dead storage)
สถานการณ์จะสามารถคลี่คลายลงได้หากสามารถลดปริมาณใช้น้ำลง 50% เมื่อเทียบกับปริมาณใช้น้ำเฉลี่ยต่อเดือนในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2548 ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ หมายเหตุว่าการคำนวณของ SCBS
ใช้สมมติฐานว่ามาตรการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำจะไม่ยังมีผลกระทบใดๆ ก่อนเดือนพ.ค. 2549

[b:475e102066">- ไม่จำเป็นต้องรอจนกระทั่งน้ำแห้ง[/b:475e102066">[/color:475e102066">
บริษัทจดทะเบียนซึ่งมีฐานการผลิตตั้งอยู่ในพื้นที่ Eastern Seaboard ได้แก่ ATC -TOC -NPC- GLOW -SCC และ TOPมีมาตรการแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำที่แตกต่างกัน ซึ่งได้มีการสรุปมาตรการระยะสั้นและระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของแต่ละบริษัทเอาไว้นอกจากนี้ SCBS ยังประเมินผลกระทบต่อกำไรในปี2549 โดยอิงกับค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้(ใช้สมมติฐานต้นทุนค่าน้ำเพิ่มขึ้นจาก 10 บาท สู่ 100 บาท ต่อลูกบาศก์เมตร ) ตามความเห็นของ SCBS บริษัทที่จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดได้แก่ ATC (ปริมาณใช้น้ำต่ำ) TOP (มีหน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลอยู่แล้ว ) และ GLOW (มีทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว )

[b:475e102066">- มาตรการและผลกระทบเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ[/b:475e102066">
TOC ปริมาณใช้น้ำที่แหล่งน้ำเดิม 1700 ลบ.ม. มาตรการระยะสั้น ติดตั้งระบบ Osmosis,ซื้อไอน้ำและน้ำจาก GLOW มาตรการระยะยาว มีแนวโน้มร่วมลงทุนกับ TOC เพื่อติดตั้งหน่วยผลิตน้ำจืดจากทะเล ผลกระทบต่อกำไรสุทธิปี 2549 คือ 0.60%
TOC&NPC โดย TOC มีปริมาณใช้น้ำที่แหล่งน้ำเดิม 15,000 ลบ.ม/วัน ส่วน NPC มีปริมาณการใช้น้ำ 25,000 ลูกบาศก์เมตร/ วัน มาตรการระยะสั้นถังเก็บน้ำรองรับการใช้น้ำได้ 90,000 ลูกบาศก์เมตร มาตรการระยะยาว
วางแผนลงทุนในหน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลและใช้สาธารณูปโภคร่วมกับ PTT ผลกระทบต่อกำไรสุทธิปี 2549 TOCที่ 7.2% ส่วนNPC ที่ 16.5%
GLOW ปริมาณใช้น้ำที่แหล่งน้ำเดิม 65,000 ลูกบาศก์เมตร/ วัน
มาตรการระยะสั้น ติดตั้งระบบ Reverse Osmosis เช่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยา
มาตรการระยะยาว มีแนวโน้มร่วมลงทุนกับ TOC เพื่อติดตั้งหน่วยผลิตน้ำจืดจากทะเล ผลกระทบต่อกำไรสุทธิปี 2549 ใช้เงิน 50 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ
SCC ปริมาณใช้น้ำที่แหล่งน้ำเดิม 20,000 ลูกบาศก์เมตร/ วัน มาตรการระยะสั้น สร้างอ่างเก็บน้ำ 200,000 ลูกบาศก์เมตร ผลกระทบต่อกำไรสุทธิปี 2549 ที่ระดับ 6.90%
TOP ปริมาณใช้น้ำที่แหล่งน้ำเดิม 29,000 ลูกบาศก์เมตร/ วัน
มาตรการระยะสั้น ติดตั้งหน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลเรียบร้อยแล้วมาตรการระยะยาว ไม่มีความจำเป็น ผลกระทบต่อกำไรสุทธิปี 2549 ไม่มีผลกระทบโดยตรง

-[b:475e102066"> TOP Pick ของ SCBS[/b:475e102066">
แม้เรามีมุมมองที่ระมัดระวังต่อตลาดในเดือนที่ผ่านมา แต่ดัชนีตลาดก็ปรับตัวขึ้น 3% ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. ถึงวันที่ 2 ก.ย.หุ้น Top pick 2ใน 3 ตัวของ SCBS คือ BCP-DR1 และ TT&T ปรับตัวได้ดีกว่าตลาดโดยปรับตัวขึ้น 11% และ4% ตามลำดับในขณะที่ TRUEปรับตัวลดลง 8% โดยมีสาเหตุหลักมาจากแรงขายจำนวนมากจากนักลงทุนต่างชาติในเดือนนี้ SCBS ตัดสินใจเพิ่ม QH เข้ามาในกลุ่ม Top pick ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริทรัพย์คุณภาพสูงที่ปรับตัวช้ากว่าตลาดนอกจากนี้ยังแนะนำนักลงทุนให้รวมหุ้นหลักทรัพย์เข้ามาไว้ในการถือครองด้วยโดยได้รับการสนับสนุนจากภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้น

[b:475e102066">-สัญญาณด้านเทคนิค[/b:475e102066">
ตลาดหุ้นย่ำฐานอยู่ในกรอบ +/-2 ของเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันก่อนปรับตัวทะลุแนวต้านเดิมที่ 691 จุดตามคาด ตอนนี้ SCBS คาดว่าการขายทำกำไรครั้งใหญ่/การปรับฐานจะเกิดขึ้นในโซน 715-728 จุด จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในขณะที่ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นจากระดับปัจจุบัน
และเริ่มลดการลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวตามตลาดและหุ้น Hi-betaแนะนำขายเพิ่มในระดับที่สูงกว่า 720 จุด

 กลับขึ้นบน
mr.w
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 490
#1 วันที่: 12/09/2005 @ 08:43:24 : re: ข่าวเด่นประเด็นร้อน
เหมือนหนังสือรายเดือน scbs เลย คิคิ
 กลับขึ้นบน
ฮาโตริ
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 67
#2 วันที่: 12/09/2005 @ 23:13:29 : Re: re: ข่าวเด่นประเด็นร้อน
[quote:5b70ba6c5d=mr.w">เหมือนหนังสือรายเดือน scbs เลย คิคิ[/quote:5b70ba6c5d">ไม่เหมือนได้ไงก็ลอกเข้ามานิ....อิอิ .0008 .0008 .0008
 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com