March 20, 2019   8:15:13 AM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องข่าว > โบรกฯ เชื่อ SETหลังเลือกตั้งสดใส ลุ้น MSCI เพิ่มน้ำหนัก-ฟันด์โฟลว์เข้า
 

thaihoon
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 13,296
วันที่: 11/03/2019 @ 08:26:03
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน


  4 โบรกฯ ในงานมหกรรมวิเคราะห์การลงทุนปี 62 มองหุ้นไทยหลังเลือกตั้งสดใส ลุ้น MSCI เพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทย-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า แนะลงทุนหุ้นธีม Domestic Play

  นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บล.บัวหลวง มองเป้า SET ปี 62 ที่ 1,738 จุด เเนะลงทุนธีม Global Play-Domestic Play วางเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 62 ที่ 1,738 จุด อิง P/E ที่ 15.8 เท่า และ EPS (กำไรสุทธิต่อหุ้น) ที่ 110 บาท โดยในปีนี้มีปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่เติบโตชะลอลงโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้เศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่เติบโตชะลอลงตามไปด้วย ซึ่งคาดว่าจีดีพีของประเทศไทยปีนี้จะเติบโต 3.9% แต่อย่างไรก็ตาม จากภัยธรรมชาติเอลนีโญ จะทำให้ราคาพืชผลการเกษตรปรับตัวดีขึ้น

  - สำหรับธีมการลงทุนในปีนี้ แนะนำในช่วงครึ่งปีแรกให้ลงทุนหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจโลก (Global Play) ประกอบไปด้วยTOP,IVL และ PSL ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังเพื่อหลีกเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Play) ประกอบไปด้วย CPF,CPALL,TU,BJC,CBG,COM7,OSP,M,GLOBALและ WHA

  - ในระยะสั้นมีโอกาสที่จะเห็นดัชนีแตะ 1,738 จุด ในช่วงกลางปี 62 หรือช่วงปลายไตรมาส 2/62 เนื่องจากตลาดยังไม่ได้สะท้อนเชิงบวกจากปัจจัยการเลือกตั้งในประเทศ โดยคาดว่าหลังจากได้ข้อสรุปรัฐบาลชุดใหม่จะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น และจะประเมินว่านโยบายหรือสวัสดิการต่างๆ มากระตุ้นภาคการบริโภคในประเทศให้ฟื้นตัวขึ้น พร้อมทั้งนโยบายลงทุนโครงการเมกะโปรเจคที่ต่อเนื่อง

  - ขณะเดียวกัน ปัจจัยต่างประเทศ อย่างสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ มีทิศทางที่ดีขึ้นและมีโอกาสที่จะคลี่คลายในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนคลายความกังวลด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของ MSCI Index ในเดือนมี.ค. จากเดิมที่คิดคำนวณจาก Foreign Share ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ โดยคิดคำนวณจาก NVDR แทน เกณฑ์นี้จะทำให้น้ำหนักในหุ้นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก 2.5% สู่ 3.0% ส่งผลให้ได้รับความน่าสนใจจากกองทุนต่างชาติมากขึ้นโดยคาดว่ามีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทย 1 พันล้านเหรียญฯ

  - หุ้นที่จะได้อานิสงส์ในไตรมาส 2/62 ประกอบไปด้วย CPF,CPALL,BJC,CBG,COM7,OSP,M,GLOBAL,WHA,IVL,PSL และ TOP

  นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาดว่าตลาดหุ้นไทยในปีนี้เป็นช่วงขาขึ้น โดยวางเป้าดัชนีที่ 1,825 จุด อิง P/E ที่ 15.7 เท่า จากปัจจัยสนับสนุนนโยบายการลงทุนโครงการเมกะโปรเจคของภาครัฐบาลและอปุสงค์ภายในประเทศ แต่อย่างไรตาม คาดว่าบริษัทปรับเป้าจีดีพีของประเทศไทยปีนี้เหลือโต 3.3% จากภาคการส่งออกที่ปีนี้มีแนวโน้มจะติดลบ จากเศรษฐกิจโลกที่เติบโตชะลอลงตัว

  - ในระยะสั้นหรือหลังช่วงเดือนมีนาคม มีโอกาสที่ดัชนีจะขึ้นไปแตะ 1,720-1,760 จุด เนื่องจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยังจับดูรัฐบาลชุดใหม่ที่จะได้จากการเลือกตั้ง ซึ่งการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของ MSCI Index ในเดือนมี.ค. จะทำให้น้ำหนักในหุ้นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปัจจัยดังกล่าวมีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์จะกลับเข้าตลาดหุ้นไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ กลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น แนะนำในหุ้นที่คาดว่าจะเข้าคำนวณใน MSCI ได้แก่ INTUCH, DTAC, CENTEL,BDMS และ SCC

  - สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic) ได้แก่ PTT,BGRIM,BBL,CPALL,STEC,CK,AMATA,WHA,SAWAD และ PLANB

  ขณะที่ นางสาวอาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ตั้งเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,750 จุด อิง P/E ที่ 16.7 เท่า ประเมินปัจจัยในประเทศยังคงเป็นผลบวกแก่ตลาดหุ้น อาทิการฟื้นตัวของตัวเลขนักท่องเที่ยว,ตัวเลขเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ต่ำ ลงทุนโครงสร้างระบบ IT เพื่อรองระบยุคดิจิทัล เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามตัวเลขค่าเงินบาทที่ค่อนข้างผันผวนซึ่งมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจขนส่ง สำหรับจีดีพีในประเทศไทยปีนี้จะเติบโตได้ 3.9% และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเติบโต 8%

  - ส่วนประเด็นการเลือกตั้ง คาดว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และมีโอกาสที่จะแกว่งตัวลงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องจับตาดูรัฐบาลชุดใหม่ที่จะทราบผลหลังการเลือกตั้งว่าออกมาเช่นไร แต่ในเบื้องต้นคาดว่าจะรัฐบาลผสม และนโยบายการลงทุนโครงการเมกะโปรเจคยังคงมีความต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าลงทุนคมนาคมที่ 1 ล้านล้านบาท และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท จะทยอยผลักดันออกมาหลังจากจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

  - ขณะที่ปัจจัยในต่างประเทศ ยังคงมีความไม่แน่นอน จากกรณีสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปในตอนนี้ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวได้อย่างจำกัด ด้านตัวเลขเศรษฐกิจโลกที่เติบโตได้ชะลอลงโดยเฉพาะยุโรปและจีนที่เติบโตได้ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ

  - ในระยะสั้นต้องติดตามการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของ MSCI Index ในเดือนมี.ค. จากเดิมที่คิดคำนวณจาก Foreign Share ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ โดยคิดคำนวณจาก NVDR แทน โดยเกณฑ์นี้จะทำให้น้ำหนักในหุ้นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ได้รับความน่าสนใจจากกองทุนต่างชาติมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการเพิ่มน้ำหนักในหุ้นจีนหรือ A-Shares ของ MSCI Index ก่อนหน้าที่จะทยอยเพิ่มจาก 5% เป็น 20% ว่าจะดึงดูดฟันด์โฟลว์ไปยังตลาดหุ้นได้มากน้อยเพียงใด

  - สำหรับธีมการลงทุนในหุ้นที่อิงนโนบายการลงทุนโครงการเมกะโปรเจค,ดิจิทัล และโรโบทิค,รถยนต์ไฟฟ้า,การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว,ขนส่งและสังคมสูงอายุ ประกอบไปด้วย STEC,CK,SCC,AMATA,WHA,BBL,KBANK,BEMBTS,HANA,SVI,COM7,ADVANC,DELTA,EA,AOT,TKN,CENTEL,ERW,CPALL,VGI,BDMS และ RJH
  - ทั้งนี้ หุ้นTop Pick ประกอบไปด้วย AMATA ราคาเป้าหมาย 26 บาท AOT ราคาเป้าหมาย 75 บาท BBL ราคาเป้าหมาย 250 บาท BEM ราคาเป้าหมาย 11.80 บาท ,ERW ราคาเป้าหมาย 9 บาทและSTEC ราคาเป้ามาย 31 บาท

  นายภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด วางเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,740 จุด อิง Forward P/E 15.8 เท่า และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 110 บาท จากปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เริ่มคลี่คลาย อาทิ การเจรจาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่มีทิศทางที่ดีขึ้น การส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอขึ้นดอกเบี้ย,ราคาน้ำมันที่เริ่มฟื้นตัว และการเมืองในประเทศที่มีความชัดเจน ทำให้นักลงทุนเกิดการคลายกังวลได้อย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่าจะทำให้กองทุนและสถาบันต่างประเทศมีความเชื่อมั่นมากขึ้นหลังจากมีการปรับเปลี่ยนรัฐบาลที่ได้จากการเลือกตั้ง

  - แต่ในระยะสั้นหรือ 1 - 2 ไตรมาส มีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของ MSCI Index ในเดือนมี.ค. ที่นำ NVDR มาคิดคำนวณฟรีโฟลต โดยเกณฑ์นี้จะทำให้น้ำหนักในหุ้นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ได้รับความน่าสนใจจากกองทุนต่างชาติมากขึ้น ซึ่งคาดว่ามีโอกาสที่ฟันโฟลด์จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยราว 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ปัจจัยในประเทศ อย่างการเปลี่ยนมาตรฐานบัญชีมาใช้ TFRS15 และ TFRS16 ทำให้บริษัทจดทะเบียนต้องมีการตั้งสำรองตามมาตรฐานบัญชีใหม่ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญราว 4% และค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกปี 62 เพียงครั้งเดียว

  - สำหรับธีมการลงทุนในปีนี้ แนะนำนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธุรกิจที่มีการต่อยอดธุรกิจใหม่ โดยมีการให้บริการแบบใหม่หรือมีสินค้าใหม่,หุ้นกลุ่มก่อสร้าง ที่มีปัจจัยสนับสนุนภาครัฐผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยหุ้นเด่นในปีนี้ ประกอบไปด้วย SCCC ราคาเป้าหมาย 280 บาท,AMATA ราคาเป้าหมาย 25 บาท,KCE ราคาเป้าหมาย 33 บาท,JWD ราคาเป้าหมาย 11.70 บาท,OSP ราคาเป้าหมาย 33 บาท



รายงาน กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา
เรียบเรียง จำเนียร พรทวีทรัพย์
อนุมัติ พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com