สำนักงานศุลกากรจีนรายงานเมื่อวานนี้ว่า จีนมียอดขาดดุลการค้าใน ไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยครั้งมาก โดยการขาดดุล ในครั้งนี้เป็นผลจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน และการพุ่งขึ้นของราคา สินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก
สำนักงานใหญ่ศุลกากรรายงานว่า ในช่วงไตรมาสเดือนม.ค.-มี.ค. จีนมียอดขาดดุลการค้า 1.02 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการขาดดุลการค้า รายไตรมาสครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา
นายไอแซค เหม็ง นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส์ กล่าวว่า ยอดขาดดุลการค้าในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนกำลังปรับตัว ไปในทิศทางที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจจีนลดการพึ่งพาการ ส่งออก ในขณะที่นักวิเคราะห์กล่าวว่า การปรับสมดุลของเศรษฐกิจจีนแบบนี้ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในการทำให้เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
นายเหม็งกล่าวว่า "ถึงแม้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวนแข็งค่า ขึ้นอย่างเชื่องช้า อัตราเงินเฟ้อที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนแรงงาน ก็ช่วยให้การปรับสมดุลทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น"
นายเจิ้ง อยู่เซิง หัวหน้านักสถิติของสำนักงานศุลกากรกล่าวว่า การขาดดุลการค้าในไตรมาสแรกมีแนวโน้มว่าจะเป็นเพียง "เหตุการณ์ชั่วคราว" แต่กล่าวเสริมว่า ยอดเกินดุลการค้าตลอดทั้งปี 2011 อาจอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2010
จีนมียอดเกินดุลการค้า 140 ล้านดอลลาร์ในเดือนมี.ค. หลังจากมี ยอดขาดดุลการค้า 7.3 พันล้านดอลลาร์ในเดือน ก.พ.
ยอดส่งออกของจีนพุ่งขึ้น 35.8 % ในเดือนมี.ค.ปีนี้เมื่อเทียบกับ เดือนเดียวกันในปีก่อน ส่วนยอดนำเข้าทะยานขึ้น 27.3 % จากเดือนเดียวกัน ในปีก่อน
ก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์เคยคาดว่า ยอดส่งออกของจีนอาจพุ่งขึ้น 21.0 % ต่อปี ส่วนยอดนำเข้าอาจปรับขึ้น 19.5 % ต่อปี ซึ่งจะส่งผลให้จีนมี ยอดขาดดุลการค้า 4.2 พันล้านดอลลาร์ในเดือน มี.ค. | เข้าชม: 2,195 |
|