December 3, 2020   1:55:20 AM ICT
เพิ่มสีสัน & ลดความเสี่ยง ด้วย Alternative Investment

นอกเหนือจากรูปแบบการลงทุนทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก ตราสารหนี้ หรือหุ้นแล้ว ยังมี "การลงทุนทางเลือก"(Alternative Investments) อื่นๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ไม่ว่าจะเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ สตรัคเจอร์โปรดักท์ (Structure Product) เป็นต้น ที่คุณสามารถจะเลือกเข้ามาใส่ไว้ในพอร์ตการลงทุนของคุณ

เพราะไม่เพียงเพิ่มสีสันให้พอร์ตการลงทุนของคุณดูไม่น่าเบื่อจำเจแล้ว ยังจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณอีกทางหนึ่งด้วย

โดยเฉพาะในปีหนูไฟที่มองไปทางไหน ก็ดูจะพบแต่ความสับสนวุ่นวาย ด้วยผลกระทบจากสถานการณ์โลกไม่ว่าจะเป็นตลาดเงิน ตลาดตราสารหนี้ หรือตลาดหุ้นก็ตาม

ในสถานการณ์เช่นนี้ เชื่อว่าการลงทุนทางเลือก น่าจะก้าวเข้ามามีบทบาทในการลงทุนของคุณมากขึ้น Fundamentals สัปดาห์นี้มีเรื่องราวของการลงทุนทางเลือกในปี 2008 มานำเสนอ

...................................................

กระจายความเสี่ยงด้วย"อสังหาฯ-ทองคำ-โภคภัณฑ์"

เมื่อพูดถึง "การลงทุนทางเลือก (Alternative Investments)" เป็นคำที่ค่อนข้างกว้างมากซึ่งอาจจะดูง่ายกว่าถ้าจะดูว่าอะไรที่ไม่ใช่การลงทุนทางเลือก วันนี้เราจะได้มาเพิ่มเติมมุมมองการลงทุนแบบใหม่ในฐานะที่เป็นการลงทุนทางเลือกการลงทุนให้กับผู้ที่สนใจจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนให้ได้รับรู้กัน

@กองทุนอสังหาริมทรัพย์

นอกเหนือจากการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือเงินฝากแล้ว "มาริษ ท่าราบ" กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) มองว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอีกทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้กองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF) สามารถระดมทุนเงินบาทไปลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ (REIT : Real Estate Investment Trust) ได้ทั้ง 100% ถือเป็นโอกาสการลงทุนที่เปิดกว้างขึ้น สำหรับนักลงทุนไทยในฐานะของการลงทุนทางเลือก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา REIT ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 24% ต่อปี และในช่วง 15 ปีย้อนหลัง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นอีกทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ

ตลาดสหรัฐและออสเตรเลียเป็นตลาด REIT ที่มีขนาดใหญ่ โดยสหรัฐมี REIT ตั้งแต่ปี1960 โดย REIT ของเขาระดมทุน 50% กู้ 50% จ่ายปันผล 90% ของกำไร ในสหรัฐมี REIT ที่จดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สหรัฐประมาณ 190 กองทุน มีมูลค่ารวมกันประมาณ 13.6 ล้านล้านบาท ประมาณ 84% มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และมีอีกประมาณ 800 REIT ที่ไม่ได้จดทะเบียนกับสำนักงาน ก.ล.ต. โดย REIT ได้รับความนิยมมากในสหรัฐ มี REIT ที่ลงทุนในเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์กองหนึ่งขนาดใหญ่มากประมาณ 50,000 ล้านบาท ใหญ่กว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยมาก

ในขณะที่ออสเตรเลียมี REIT ตั้งแต่ปี 2514 ปัจจุบันมี REIT ประมาณ 80 กองทุน มีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 4.7 ล้านล้านบาท โดย 100% ของกำไรต้องจ่ายเป็นเงินปันผล นี่คือ 2 ประเทศที่ถือว่าเป็นผู้นำในเรื่องของ REIT

"กองทุนอสังหาริมทรัพย์จึงถือเป็นช่องทางการลงทุนที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี ในพอร์ตลงทุนอาจจะแบ่งเป็นหุ้นและตราสารหนี้ในประเทศประมาณ 50% หุ้นและตราสารหนี้ต่างประเทศ 40% อีก 10% ที่เหลือลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์"

มาริษ ยังบอกอีกว่า สำหรับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ในประเทศไทยเกิดขึ้นในปี 2547 มี 2 กองทุนมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ปี 2548 เพิ่มขึ้นเป็น 22,000 ล้านบาท ปี 2549 เพิ่มขึ้นเป็น 47,000 ล้านบาท ปี 2550 มีทั้งหมด 16 กองทุน มูลค่าประมาณ 56,000 ล้านบาท ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลตั้งแต่ 5-9% ขึ้นกับประเภทของอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุน และขึ้นกับว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประเภทใด ด้วยเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนใน "กรรมสิทธิ์" หรือ "สิทธิการเช่า" ก็จะให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันไป ซึ่งถือเป็นทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวกับผู้ลงทุนได้

@ทองคำและโภคภัณฑ์ที่ผลิตใหม่ได้

ด้าน "อาชัญ จามพันธ์" ผู้อำนวยการฝ่ายปรึกษาการลงทุน ธนาคารอีเอฟจี (สิงคโปร์) ให้ความเห็นว่า ทองคำและ Soft Commodity ถือเป็นอีกทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ โดยสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผลิตทดแทนใหม่ได้ (Soft Commodity) เป็นสินทรัพย์ทางการเกษตรต่างๆ ที่มีปริมาณความต้องการใช้จริงและมีปริมาณความต้องการใช้สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ ปีประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 77 ล้านคน หรือมีขนาดเท่ากับประเทศเยอรมันเกิดขึ้นทุกปี ประกอบกับภัยธรรมชาติที่มีมากขึ้น ในขณะที่อุปทานของสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง

นอกจากนี้ ความกังวลของรัฐบาลทั่วโลกต่อปัญหาภาวะโลกร้อนที่จะมีผลให้มีการใช้น้ำมันหรือการใช้อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดมลพิษ ทำให้มีปริมาณความต้องการใช้น้ำมันประเภทไบโอดีเซลเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคา Soft Commodity ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยราคาข้าวโพดในสหรัฐ ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตไบโอดีเซลในปีที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 40%

"โดยปกติราคาของ Soft Commodity จะวิ่งตามหลังราคาของ Hard Commodity ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาราคาของ Hard Commodity ปรับตัวขึ้นมาแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าราคาของ Soft Commodity จะวิ่งตามมา"

อาชัญ ยังบอกอีกว่า ทองคำถือเป็นสินทรัพย์อีกประเภทที่น่าสนใจในปีนี้ ถ้าพล็อตกราฟของราคาทองคำในระยะยาว จะพบว่ามีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมันประมาณ 16 เท่า นี่พูดถึงราคาทองคำในต่างประเทศ หมายความว่า ถ้าราคาน้ำมันอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองคำควรจะอยู่ที่ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ดังนั้น ราคาทองคำยังสามารถปรับตัวขึ้นไปได้อีกมาก ปี 2008 นี้ราคาทองคำขึ้นไปถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์แน่นอน ในช่วงที่ผ่านมาทองคำในประเทศวิ่งตามราคาทองในตลาดโลกมาตลอด แต่ช่วงหลังเริ่มที่จะตามห่างขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่ราคาทองโลกอยู่ที่ 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองไทยอยู่ที่ประมาณ 14,000 บาท

ถ้าราคาทองคำโลกไปแตะ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เราจะได้เห็นราคาทองคำในประเทศแตะระดับ 16,000-18,000 หรือ 20,000 บาท ได้ ทองจึงถือเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

เช่นเดียวกับ "ธีระ ภู่ตระกูล" ประธานกรรมการ บลจ.ฟินันซ่า ที่มองว่า ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์จะเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ ด้วยจุดเด่นของสินค้าโภคภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย มีการการันตีปริมาณความต้องการใช้ที่แน่นอนตราบใดที่เรายังกินข้าว 3 มื้อ รถยนต์ยังต้องเติมน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ปริมาณความต้องการใช้จะเป็นตัวขับเคลื่อนราคา ตราบใดที่ยังมีความต้องการใช้และซัพพลายหายาก สินค้าโภคภัณฑ์จะรักษาการเติบโตของราคาเอาไว้ได้ ซึ่งการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์มีมานานแล้วแต่นักลงทุนไทยเพิ่งมีโอกาสได้เข้าไปลงทุน ส่วนทองคำยังเป็นอีกทางเลือกของการลงทุนได้ เพราะทองคำเป็นทางออกของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund : SWF) ที่ขายน้ำมันได้เงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นจำนวนมาก ก็นำไปซื้อทองคำ

@การลงทุนรูปแบบเฉพาะ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ดร.ศุภกร สุนทรกิจ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่า การลงทุนที่มีรูปแบบเฉพาะ (Thematic) ยังจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในกระแสการลงทุนของโลกในปี 2008-2009 ได้ ซึ่งธีมการลงทุนหลักของโลกในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 9 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มเกษตร (Agriculture) 2.พลังงาน (Energy) 3.พลังงานสะอาด (Clean Energy) 4.โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) 5.อสังหาริมทรัพย์โลก (Global REIT) 6.สุขภาพ (Health Care) 7.สินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury&Life Stye) 8.ทรัพยากรธรรมชาติ(Natural Resources) และ 9.ปศุสัตว์ (Live Cattle)

ถือเป็นรูปแบบการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมา แต่หากย้อนมองดูผลตอบแทนจากการลงทุนใน 9 รูปแบบการลงทุนหลักของโลก ผ่านดัชนี Thematic เทียบกับผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นโลก(MSCI AC World) จะพบว่าการลงทุนในรูปแบบธีมนี้ ยังเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีมาตลอด

โดยในปี 2000 ดัชนี Thematic ให้ผลตอบแทน 23.90% ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกให้ผลตอบแทนติดลบ 15.08% ,ปี 2001 Thematic ให้ผลตอบแทนติดลบ 14.55% ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกติดลบ 16.93% ,ปี 2002 Thematic ให้ผลตอบแทน 1.09% ในขณะที่ดัชนีหุ้นโลกติดลบ 21.56% ,ปี 2003 Thematic ให้ผลตอบแทน 24.73% ในขณะที่ดัชนีหุ้นโลกให้ผลตอบแทน 30.53% ,ปี 2004 Thematic ให้ผลตอบแทน 17.63% ในขณะที่ดัชนีหุ้นโลกบวก 15.32% ,ปี 2005 Thematic ให้ผลตอบแทน 18.86% ในขณะที่ดัชนีหุ้นโลกบวก 8.83% ,ปี 2006 Thematic ให้ผลตอบแทน 22.51% ในขณะที่ดัชนีหุ้นโลกบวก 18.78% และในปี 2007 Thematic ให้ผลตอบแทน 26.09% ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกให้ผลตอบแทน 10.03%

"แม้ในช่วงปี 2007 ที่ตลาดทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับปัญหาซับไพร์ม หรือความหวาดกลัวเศรษฐกิจโลกจะถดถอย จนตลาดหุ้นทั่วโลกมีการแกว่งตัวอย่างรุนแรง แต่การลงทุนใน Thematic นี้ยังเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนในระดับที่ดี ซึ่งเชื่อว่า Theme การลงทุนหลักของโลกทั้ง 9 รูปแบบนี้ ยังจะเป็นกระแสการลงทุนทางเลือกหลักของโลกต่อไปในปี 2008 นี้"

@กลุ่มประเทศ"BRIC"

โดย ดร.ศุภกร บอกว่า ปี 2007 เศรษฐกิจโลกมีขนาดประมาณ 46,747 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 15 ประเทศแรกที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกประกอบด้วย 1.สหรัฐ 2.ญี่ปุ่น 3.เยอรมัน 4.จีน 5.สหราชอาณาจักร 6.ฝรั่งเศส 7.อิตาลี 8.แคนาดา 9.สเปน 10.บราซิล 11.รัสเซีย 12.เกาหลีใต้ 13.อินเดีย 14.เม็กซิโก และ 15.ออสเตรเลีย ซึ่งจีนได้ก้าวแซงหน้าสหราชอาณาจักรขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่ 4 ของโลกแล้ว โดยเศรษฐกิจสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 28.3% ของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่จีนอยู่ที่ 5.41% และอินเดียอยู่ที่ 1.82% ในปีนี้ 2008 นี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 4.1% โดยการเติบโตส่วนใหญ่ยังมาจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่เป็นสำคัญ

ปี 2007 ประเทศไทยมีเศรษฐกิจเติบโต 4.9% โดยประชากรมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ย 2,549 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ในขณะที่เศรษฐกิจของจีนโต 11.2% ประชากรมีรายได้ต่อหัว 1,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เศรษฐกิจอินเดียเติบโต 8.9% ประชากรมีรายได้ต่อหัว 634 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน บราซิลเศรษฐกิจโต 5.66% ประชากรมีรายได้ต่อหัว 5,846 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน และรัสเซียเศรษฐกิจเติบโต 7.2% ประชากรมีรายได้ต่อหัว 3,562 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ซึ่งหากเปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของประชากรกับประเทศที่พัฒนาแล้วยังมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ดังนั้นโอกาสที่เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ทั้ง 4 แห่งนี้จะเติบโตขึ้นในอนาคตยังมีอีกมาก จึงเป็นภูมิภาคที่น่าสนใจลงทุนเช่นเดียวกัน

"เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาและประเทศในแถบเอเชีย อเมริกาใต้ ตะวันออกกลางขยายตัวในอัตราที่สูงทำให้ประชากรมีรายได้ต่อหัวในอัตราที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วช่วงหลังปี 2005 มาอยู่ที่ 21.6% ในปี 2007 ในขณะที่ปี 1999 สภาพคล่องของโลกมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเพียง 5% เท่านั้น โดยประเทศที่มีอัตราการเติบโตของสภาพคล่องทางการเงินสูงกว่า 15% ได้แก่ กลุ่มยูโร อินเดีย จีน ออสเตรเลีย ฮ่องกง และรัสเซียเป็นต้น กลุ่มประเทศ BRIC จึงเป็นอีกทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ"

@ตราสารหนี้ที่ใช้อนุพันธ์แฝง

ในขณะที่ "อรุณศักดิ์ จรูญวงศ์นิรมล" ผู้อำนวยการสายงานจัดการกองทุน บลจ.เอสซีบี ควอนท์ บอกว่า การลงทุนในผลิตภัณฑ์ประเภทสตรัคเจอร์ (Structure Product) หรือตราสารหนี้ที่ใช้อนุพันธ์แฝง เป็นอีกหนึ่งการลงทุน ที่เป็นการลงทุนทางเลือกที่แพร่หลายในต่างประเทศ เพราะมีการนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการลงทุนนานแล้ว แต่ในประเทศไทยเพิ่งเริ่มได้ประมาณ 3 ปีมานี้เอง แต่ปัจจุบันก็ยังคงเป็นทางเลือกการลงทุนที่ไม่แพร่หลายนักในหมู่นักลงทุนชาวไทย แต่ตัวเลขการเติบโตในต่างประเทศสามารถสะท้อนความนิยมผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี

ในสหรัฐปี 2003 มีการลงทุนใน Structure Product เป็นมูลค่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2007 เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3 เท่า ในยุโรปเองปี 2002 มีมูลค่าการลงทุนใน Structure Product รวมกันประมาณ 80,000 ล้านยูโร ในปี 2007 เพิ่มขึ้นเป็น 160,000 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 2 เท่า ในขณะที่ประเทศไทยยังจำกัดวงของผู้ใช้ในกลุ่มของนักลงทุนสถาบันเท่านั้น

"Structure Product เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากทำให้ผู้ลงทุนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพราะสามารถที่จะลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้ โดยอาศัยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นหลัก และเป็นการลงทุนที่นักลงทุนรู้สึกว่าสามารถควบคุมการลงทุนได้ถือเป็นการลงทุนที่สามารถออกแบบการลงทุน เพื่อตอบสนองความต้องการนักลงทุนได้ในหลากหลายรูปแบบ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ลงทุนจะรู้เลยว่าตอนจบจะเป็นยังไง ซึ่งจะทำให้นักลงทุนรู้สึกว่าสามารถควบคุมการลงทุนเอาไว้ในมือได้"

ทั้งหมดนี้ คือส่วนหนึ่งของการลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) ที่น่าสนใจลงทุน ซึ่งสามารถที่จะแต่งแต้มเติมสีสันให้พอร์ตการลงทุนของคุณมีประสิทธิภาพในการลงทุนได้อย่างแน่นอน

bangkokbiznews

เข้าชม: 3,897

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com