December 16, 2019   7:16:05 AM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องสาระน่ารู้ > ลดดอกเบี้ยนโยบายลงเกินตลาดคาด อาจหนุน SET Index สดใสในระยะสั้น
 

thaihoon
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 13,814
วันที่: 19/10/2012 @ 09:55:17
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

โบรกฯ ระบุ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายลงเกินตลาดคาด อาจหนุน SET Index
สดใสในระยะสั้น ส่วนอสังหา-Global Stocks รับผลบวกเต็มๆ ขณะที่ต่างชาติสลับซื้อหุ้นเอเชีย
ครั้งแรกในรอบ 7 วัน แต่คาดมีโอกาสจะกลับมาขายอีก ฟากสต็อกน้ำมันดิบยังเพิ่มมากขึ้น หวั่น
กดราคาน้ำมันแกว่งตัว

บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยสดใสซาบซ่าอย่างต่อเนื่อง หลังคณะกรรมการ
นโยบายการเงิน (กนง.) สร้างความประหลาดใจในการลดดอกเบี้ยไปเมื่อ 17 ต.ค.2555 โดย 2
วันที่ผ่านมา SET Index ขึ้นต่อเนื่องมากว่า 1.84% ถือว่าเป็นไปตามผลการศึกษาของนัก
วิเคราะห์เชิงปริมาณ ASP กล่าวคือ ผลการศึกษาพบว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ตั้งแต่
ต้นปี 2551 เป็นต้นมารวม 6 ครั้ง (ไม่รวมครั้งนี้) SET Index จะตอบรับเชิงบวกต่อเนื่องไปอีก
2-3 สัปดาห์ โดยจะปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2-4% ด้วยความน่าจะเป็นสูงเกิน 70% โดยจะมีกลุ่ม
อุตสาหกรรมที่มีความน่าจะเป็นในการให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดอยู่ 3-4 กลุ่มด้วยกัน เรียง
ลำดับดังนี้คือ

กลุ่มพลังงาน จะปรับเพิ่มขึ้นหลังจากการประกาศลดดอกเบี้ยต่อเนื่องตั้ง 1-4 สัปดาห์
ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3-10.5% ด้วยความน่าเป็นสูงถึง 67-83% กลุ่มอสังหาฯ ให้ผล
ตอบอยู่ระหว่าง 3-8.6% โดยมีโอกาสใกล้เคียงกับกลุ่มพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมีจะให้ผลตอบแทน
มากกว่าตลาด 2-9% แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นไม่สุงมากเพียง 50-67%

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยประเมินหุ้นในกลุ่มดังกล่าว แล้วพิจารณาคัดเลือกหุ้นที่น่าจะมีโอกาสขึ้น
มากกว่าตลาดจากผลทางสถิติ บวกกับมีปัจจัยขับเคลื่อนในเรื่องของผลประกอบการงวดครึ่งหลัง
ของปี และมี Upside สูง จะแบ่งได้ดังต่อไปนี้

1.กลุ่มอสังหาฯ: MJD(FV@B3.44) ให้ผลตอบแทน 4-12% ด้วยโอกาส 67-83%
และ NOBLE(FV@7.63) ให้ผลตอบแทน 4.8-7.2% ด้วยโอกาส 67-83% แต่อย่างไรก็ตาม
ล่าสุดมีข่าวผู้บริหารที่สำคัญคนหนึ่งได้ลาออกจึงอาจจะส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนในระยะ
สั้น และ RML(FV@B2.2) ในอดีตไม่เห็นพฤติกรรมการเคลื่อนไหวมากนักเนื่องจากยังอยู่ใน
ช่วงของการฟื้นฟูกิจการ แต่ในครั้งนี้น่าจะตอบรับด้านบวกด้วย ค่า PER ที่ต่ำมาก จึงเลือก
RML และ MJD เป็น Top picks

2.กลุ่มพลังงาน: PTT(FV@B390)ให้ผลตอบแทน 4-12% ด้วยโอกาส 67-83%,
TOP (FV@B70) ให้ผลตอบแทน 5-15% ด้วยโอกาส 67-83%, IRPC (FV@B4.4) ให้ผล
ตอบแทน 8.3-13.7% ด้วยโอกาส 67-83%, PTTEP (FV@B154) ให้ผลตอบแทน 1.6-8%
ด้วยโอกาส 67-83% แต่หากพิจารณาค่า PER และ upside จึงเลือก PTT เป็น Top picks

3.กลุ่มปิโตรเคมี: PTTGC (FV@B2.2) ให้ผลตอบแทน 4-15% ด้วยโอกาส 50-
100%, TPC (FV@B32.3) ให้ผลตอบแทน 3.6-11.9% ด้วยโอกาส 83-100%, VNT
(FV@B2.2) ให้ผลตอบแทน 2.2-7.5% ด้วยโอกาส 67-83% โดยเลือก VNT เป็น Top pick

ส่วนวานนี้ (18 ต.ค.55) นักลงทุนต่างชาติได้พลิกกลับเข้าซื้อสุทธิหุ้นเอเชียเป็นครั้ง
แรก ราว 104 ล้านเหรียญฯ หลังจากที่ขายสุทธิมาต่อเนื่องถึง 6 วัน ทั้งนี้ได้เข้าซื้อสุทธิใน 4
ประเทศเหมือนเช่นวานนี้ พร้อมด้วยยอดซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบทุกตลาด คือ อินโดนีเซีย ซื้อสุทธิ
80 ล้านเหรียญฯ (เพิ่มขึ้นราว 2 เท่า) ไทย 30 ล้านเหรียญฯ (เพิ่มขึ้น 62%) และ เกาหลีใต้ 20
ล้านเหรียญฯ (เพิ่มขึ้นราว 1.7 เท่า) ยกเว้นฟิลิปปินส์ซื้อสุทธิ 7 ล้านเหรียญฯ แต่ลดลง 34% ขณะ
ที่ไต้หวันแม้จะยังเป็นประเทศเดียวที่ถูกขายสุทธิเหมือนเดิม แต่ยอดขายกลับชะลอตัวลงกว่า
78% เหลือ 33 ล้านเหรียญฯ

โดยสรุปแม้ว่า Fund Flow จะเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี เชื่อว่า เป็นเพียงการไหลเข้าในระยะสั้นสลับเข้ามา หลังจากนักลงทุนต่างชาติขายหุ้น
เอเซียต่อเนื่องช่วง 10-17 ต.ค. รวมถึงกว่า 2 พันล้านเหรียญฯ ขณะที่ยอดสะสมในตลาดหุ้นไทย
ของในเดือน ต.ค. ยังคงเป็นการขายสุทธิ กว่า 9 พันล้านบาท ทั้งนี้แนวโน้ม Fund Flow น่าจะ
ชะลอตัว ตามผลฤดูกาล กล่าวคือ นักลงทุนต่างชาติมักขายสุทธิในเดือน ต.ค.ของทุกปีด้วยความ
น่าจะเป็น 58% ในช่วง 12 ปีย้อนหลัง ในขณะที่ตลาดฟิวเจอร์ส วานนี้ นักลงทุนต่างชาติเปิด
สถานะ Long สุทธิ 155 สัญญา ลดลงจากวันก่อนหน้าที่เปิด Long สุทธิไว้มากถึง 1,359
สัญญา ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. ยังเป็นการ Short สุทธิรวม 2,685 สัญญา

ส่วนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานของสหรัฐฯได้รายงานยอดสต๊อกน้ำมันดิบที่
369.2 ล้านบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.86 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์สำรวจโดยบลูมเบิร์
กคาดการณ์ไว้ที่ 1.5 ล้านบาร์เรล สาเหตุหลักมาจากความสามารถในการผลิตน้ำมันดิบของผู้
ประกอบการขั้นต้นในสหรัฐ โดยสูงขึ้นสู่ระดับ 6.61 ล้านบาร์เรลต่อวัน และนับเป็นยอดการผลิตที่
เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 )สูงสุดตั้งแต่เดือน พ.ค .2538) และบวกกับที่สหรัฐมีการนำเข้า
น้ำมันดิบสูงถึง 8.35 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.26 แสนบาร์เรลต่อวัน

ทั้งนี้โดยสรุปแม้ว่ายอดสต็อกน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจะส่งผลด้านลบต่อราคาน้ำมันดิบใน
สหรัฐก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามการที่สหรัฐฯยังทยอยรายงานตัวเลขดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่ดีต่อเนื่อง
แม้ส่วนใหญ่จะดีในฝั่งของภาคครัวเรือน เช่น ยอดสั่งสร้างบ้าน และยอดขออนุญาติสร้างบ้านที่ดี
ขึ้น ประกอบกับค่าเงินสกุลยูโรที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลล่าร์ที่ระดับ 1.3119ดอลล่าร์
ต่อยูโร) แข็งค่าที่สุดในรอบ 1 เดือน (จึงสามารถหักล้างกันได้ จึงช่วยทำให้ราคาน้ำมัน Nymex
ในวันเดียวกันปิดที่ 92.12 เหรียญฯต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 110.73 เหรียญฯ
ต่อบาร์เรล ทรงตัวจากวันก่อนหน้า และยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าสมมติฐานของ ASP ที่กำหนดไว้ที่
100 เหรียญฯต่อบาร์เรลในปีนี้ และปีหน้า ซึ่งทำให้ ASP มีโอกาสปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมัน
ดิบในอนาคตได้ จึงแนะนำสะสมหุ้นปิโตรเลี่ยมขั้นต้น ทั้ง PTT และ PTTEP

เรียบเรียง โดย อาภรณ์ สุภาพ
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com

ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 19/10/12

 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com