November 15, 2018   12:19:38 AM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องข่าว > กูรูคาดหุ้นไทยพ.ย.ดีดกลับ 1,750 จุด ฝรั่งชะลอขาย-LTF ไล่ซื้อ
 

thaihoon
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 13,024
วันที่: 02/11/2018 @ 08:47:12
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

EfinanceThai 1 พฤศจิกายน 2561 | 17:00

โบรกฯ เห็นพ้อง ดัชนีหุ้นไทยเดือนพ.ย.ปรับตัวขึ้น ลุ้นดีดกลับมาที่ 1,750 จุด คาดแรงขายต่างชาติเบาบางลง และสลับกลับมาซื้อ แถมกองทุนช่วยพยุงตลาด จากเม็ดเงิน LTF ที่ทยอยเข้าซื้อ เผยสถิติย้อนหลัง 10 ปี ใน 2 เดือนสุดท้าย SET ปรับตัวขึ้น 1.44% และให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 7 ใน 10 ปี มองราคาน้ำมันดิบอาจปรับขึ้นส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงาน และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯช่วยลดความตึงเครียดสงครามการค้า

*** บล.กสิกรไทย มองหุ้นไทยพ.ย.ดีขึ้น ลุ้นจีนเจรจาการค้าสหรัฐฯ

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤศจิกายนมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น โดยดัชนีอาจมีโอกาสกลับมาที่ 1,750 จุด เนื่องจากปัจจัยลบในต่างประเทศ เริ่มมีทิศทางที่คลี่คลายลง ทั้งภาวะเงินเฟ้อสหรัฐฯเริ่มบรรเทา ข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐฯ ที่จะเกิดการเจรจาและพบปะกันครั้งแรกในรอบปี ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก่อนจะถึงการประชุม G20 ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ คาดว่าจะมีการเจรจาที่ชัดเจน ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียเป็นเพียงเกมส์การเมืองเรียกคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เท่านั้น

ด้านประเด็นเกี่ยวกับ BREXIT คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในเดือน พ.ย.นี้ ส่วนความกังวลเกี่ยวกับการจัดทำร่างงบประมาณขาดดุลงบประมาณจำนวนมากของอิตาลี น่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

*** ลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุนหุ้นไทยปลายปี

ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ที่ภาครัฐคาดว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในช่วงปลายปี ที่จะช่วยหนุนด้านรายได้ ซึ่งเน้นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้และมาตรการด้านราคาสินค้าเกษตร ขณะเดียวกันจะแรงหนุนเข้ามาเพิ่มเติมจากแรงซื้อของกองทุน LTF ที่คาดว่าจะเข้ามาในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้

ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตาม ถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 9 พ.ย.นี้ คาดว่าจะลดโทน Hawkish ลง หลังที่ผ่านมาถูกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวโจมตีอยู่หลายครั้ง และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 6 พ.ย. ว่าจะมีผลออกมาเช่นไร ซึ่งหากพรรคเดโมแครต เป็นฝ่ายชนะก็จะส่งผลนนักลงทุนมีความกังวลต่อนโยบายของสหรัฐฯได้

*** คาดแรงขายต่างชาติแผ่ว สลับกลับมาซื้อ

สำหรับแรงขายต่างชาติในเดือนพฤศกายนนี้ คาดว่าจะมีแรงขายที่เบาลง สะท้อนจากออเดอร์การสั่งซื้อจากโบรกเกอร์ที่มีกลุ่มต่างชาติเริ่มแนวโน้มกลับเข้ามาซื้อบ้างแล้ว จากก่อนหน้าที่จะมีแรงขายออกมาค่อนข้างรุนแรงและต่อเนื่อง

แนะนำนักลงทุนให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน จากแนวโน้มตลาดหุ้นไทยที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยมีเห่นเด่น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT)บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)

*** บล.เอเซีย พลัส เชื่อพ.ย.ต่างชาติขายเบาลง เม็ดงิน LTF หนุน

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) มอง SET เดือน พ.ย. คาดแรงขายต่างชาติเบาลง และยังมีเม็ดงิน LTF หนุนอีกทาง

โดยต่างชาติสลับมาซื้อสุทธิหุ้นภูมิภาคเป็นวันแรก (31 ต.ค.61) ด้วยมูลค่า 384 ล้านเหรียญ (หลังขายติดต่อกันนาน 21 วัน) และเป็นการซื้อสุทธิถึง 4 ประเทศ คือ ไต้หวันถูกซื้อสุทธิ 275 ล้านเหรียญ (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 3) ตามมาด้วยอินโดนีเซีย 100 ล้านเหรียญ (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 5), เกาหลีใต้ 19 ล้านเหรียญ (หลังจากขายสุทธิ 12 วัน), ฟิลิปปินส์ 4 ล้านเหรียญ (หลังจากขายสุทธิติดต่อกันนานถึง 43 วัน) ยกเว้นตลาดหุ้นไทยที่ต่างชาติยังคงขายสุทธิ แต่แรงขายเบาลงเหลือ 15 ล้านเหรียญ หรือ 497 ล้านบาท (ขายสุทธิติดต่อกัน 20 วัน) ต่างกับสถาบันฯที่ซื้อสุทธิสุงถึง 5.27 พันล้านบาท (ซื้อเป็นวันที่ 5)

สรุป Fund Flow เดือน ต.ค. 61 พบว่า ความกังวลต่อผลกระทบสงครามการค้าจีน – สหรัฐ และการเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น กดดันตลาดหุ้นตกหนัก ขณะเดียวกัน Fund Flow ไหลออกตลาดหุ้นภุมิภาคสูงสุดในปีนี้กว่า 1.14 หมื่นล้านบาท และเป็นการขายสุทธิทุกประเทศ (รายละเอียดดังตารางทางด้านล่าง) เช่นเดียวกับไทยที่เดือน ต.ค. เป็นเดือนที่ถูกขายสุทธิมากสุดในปีนี้กว่า 1.96 พันล้านเหรียญ หรือ 6.43 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มียอดขายรวมทั้งปีสูงถึง 2.76 แสนล้านบาท (ytd)

*** เปิดสถิติ 10 ปี 2 เดือนสุดท้าย SET ปรับขึ้น 1.44%

แนวโน้ม Fund Flow ในเดือน พ.ย. 61 แม้สถิติในอดีตย้อนหลัง 10 ปี ต่างชาติมักขายหุ้นไทยมากสุดในเดือน พ.ย. เฉลี่ย 1.4 หมื่นล้านบาท แต่ในเดือน ต.ค. 61 ที่ผ่านมา ต่างชาติขายหุ้นไทยหนักสุดในปีนี้ กดดันให้ตลาดหุ้นปรับฐานแรงกว่า 5% (ปรับฐานแรงสุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปลายปี 2558 เป็นต้นมา) ทำให้เชื่อว่า เดือน พ.ย. 61 นี้ แรงขายต่างชาติน่าจะเบาลง และสลับกลับมาซื้อบ้าง ประกอบกับสถาบันฯน่าจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากในช่วงท้ายของปี คาดว่าจะมีเม็ดเงิน LTF ทยอยเข้ามาหนุนตลาดฯ ราว 59.7% ของเม็ดเงินซื้อ LTF ทั้งปี (เดือน พ.ย. 12.7% และ ธ.ค. 47%) หากเปรีบเทียบกับปี 2560 ที่มียอดซื้อทั้งปี 6.45 หมื่นล้านบาท น่าจะมีเม็ดเงิน LTF เข้ามาหนุนตลาดฯช่วงที่เหลือของปี ราว 3.85 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับสถิติในอดีตย้อนหลัง 10 ปี ใน 2 เดือนสุดท้าย SET Index มักปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.44% และให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 7 ใน 10 ปี

*** บล.เคจีไอ มองหุ้นไทยพ.ย.ฟื้นตัว หลังปรับฐานรับปัจจัยลบมากแล้ว

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุ หลังจากหุ้นไทยปรับตัวลงไปค่อนข้างมากแล้วในเดือนต.ค. ตลาดหุ้นไทยน่าจะฟื้นตัวขึ้นได้ในเดือนพ.ย.นี้ โดยเรามองว่าดัชนีฯ น่าจะแกว่งตัวขึ้นไปแถว 1,700 ถึง 1,715 จุด (อิงการวิเคราะห์ PE band) ทั้งนี้การปรับฐานที่ค่อนข้างแรงของดัชนีฯ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ valuations ของตลาดหุ้นไทยตึงตัวน้อยลง ทั้งในมิติของ PE band และในมุมมองจาก earnings yield gap ขณะที่แรงกดดันจากดอกเบี้ยพันธบัตรก็น้อยลงเช่นกัน เนื่องจากดอกเบี้ยพันธบัตรทั้งสหรัฐฯ และไทยกลับมาลดลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีหากดัชนีฯ ฟื้นตัวกลับไปยังเป้าหมายที่เรามองได้จริง ก็จะมี valuations ที่สูงขึ้นและน่าจะผันผวนได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของเดือน พ.ย. น่าจะมีประเด็นข่าวเกี่ยวกับสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีนเข้ามาเพิ่มขึ้น

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยอาจอ่อนตัวลง โดยเราประเมินว่า GDP ไตรมาสสามของไทยจะชะลอลง เมื่อเทียบกับการเติบโตที่แข็งแกร่งถึง 4.8% YoY ในช่วงครึ่งปีแรกอย่างไรก็ดีนักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนในครึ่งเดือนหลัง ตามข่าวสงครามการค้าที่อาจกลับมา และตัวเลขเศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวในไตรมาสสาม สำหรับหุ้นเด่นในเดือนนี้ได้แก่ GULF, MTC, PLANB, SEAFCO, CPALL, KTC, AMATA และ STEC

*** พอร์ต พ.ย.เน้นหุ้นงบเด่น-เชื่อมโยงข่าวบวกในประเทศ

ธีมหุ้นในเดือนนี้ของเราประกอบด้วย 1. หุ้นที่แนวโน้มจะรายงานกำไรไตรมาสสามออกมาโดดเด่น 2. หุ้นกลุ่มการบริโภคที่ราคาปรับลดลงมาแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ และน่าจะตอบสนองเชิงบวกต่อการใช้จ่ายบริโภคที่กำลังเข้าสู่ high season และยังมีโอกาสที่ภาครัฐฯ จะออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคในช่วงปลายปีอีกด้วย และ 3. หุ้นที่เชื่อมโยงข่าวบวกในประเทศเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองและการเร่งอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ทั้งในส่วนโครงสร้างพื้นฐานและที่เกี่ยวกับ EEC สำหรับหุ้นเด่นในเดือนนี้ได้แก่ GULF, MTC, PLANB, SEAFCO, CPALL, KTC, AMATA และ STEC

*** บล.ทรีนีตี้ มองหุ้นไทยพ.ย. Sideways กรอบ 1,600-1,700 จุด

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมิน SET Index เดือนพฤศจิกายนแกว่งตัว Sideways โดยมีกรอบแนวรับที่ 1,600 จุด ซึ่งเป็นระดับเทียบเท่าค่าเฉลี่ย Earning yield gap ส่วนกรอบแนวต้านจิตวิทยาประเมินที่ 1,700 จุด

สำหรับปัจจัยบวกที่อาจจะเป็นแรงสนับสนุนดัชนีหุ้นไทยในเดือนพฤศจิกายน ประกอบด้วย 2 ปัจจัยที่สำคัญได้แก่ 1. คาดราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัว Sideways ถึง Sideways up ภายหลังจากสหรัฐฯเตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านเป็นรอบที่ 2 ในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการผลิตและส่งออกน้ำมันจากอิหร่านปรับลดลงอีก และทำให้ปริมาณอุปทานในตลาดโลกยังไม่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลบวกต่อกลุ่มพลังงานในตลาดหุ้นไทย

2.ประเมินผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯจะนำมาสู่บทสรุปที่ดี หากพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่างได้ตามที่ผลโพลล์ประเมินไว้ เนื่องจากจะเป็นการถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จนทำให้จุดยืนที่แข็งกร้าวต่อการดำเนินนโยบายต่างๆ เช่น สงครามการค้า มีโอกาสที่จะอ่อนโยนลงได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คาดว่าเงินดอลลาร์จะเริ่มปรับตัวอ่อนค่าลง ส่งผลบวกต่อสกุลเงินของประเทศเกิดใหม่

ทั้งนี้จากการศึกษาของทรีนีตี้ในอดีตพบว่า เมื่อใดก็ตามที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากในสภาล่าง โดยที่อีกพรรคหนึ่งยังคงครองเสียงข้างมากในสภาสูงเช่นเดิม ตลาดหุ้นโลกมักปรับตัวเป็นบวกได้หลังจากนั้น

*** ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศที่ต้องติดตาม

นายณัฐชาต กล่าวว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด ในเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ 1.พัฒนาการของร่างกฎหมายงบประมาณอิตาลี ซึ่งล่าสุดได้ถูกตีกลับจากคณะกรรมาธิการยุโรปให้ไปแก้ไขใหม่ หากกระบวนการต่างๆยังคงมีความล่าช้า คาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินยูโรต่อไป ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้

2.ตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลกที่ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นจากสงครามการค้า โดยจากการศึกษาสถิติข้อมูลของทรีนีตี้ในอดีตพบว่า ตราบใดก็ตามที่ตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลกนี้ยังไม่ปรับขึ้น โอกาสที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่จะปรับตัวขึ้นแบบยั่งยืนก็ยังเป็นเรื่องที่ยากเช่นเดียวกัน

สำหรับปัจจัยที่อาจเป็นได้ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ นั่นก็คือการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) สหรัฐฯ โดยหาก Bond yield ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลให้ Upside ของตลาดหุ้นยังไม่เปิดกว้างมากนัก เนื่องจากพอดัชนีขึ้นไปถึงจุดๆหนึ่ง ก็จะมีแรงขายปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติออกมา ในทางกลับกัน หาก Bond yield ปรับลดลงมา จะเป็นผลบวกต่อหุ้น เนื่องจากทำให้หุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้นโดยเปรียบเทียบ

แนะนำกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจลงทุนในเดือนพฤศจิกายนอยู่ 4 กลุ่ม ที่คาดว่าจะปรับตัวแข็งแกร่งกว่าตลาด ได้แก่ 1) กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ได้อานิสงส์หากราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้นจริง เช่น PTT, PTTEP, PTTGC 2) หุ้นที่อยู่ในชุดหุ้นดีดกลับที่ทรีนีตี้คัดเลือก (Top Dog) และมีสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนสถาบันในระดับหนึ่ง เช่น BEAUTY, GLOBAL, GPSC 3) กลุ่มหุ้นที่อาจมีแรงเก็งกำไรต่อการถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี MSCI ในรอบถัดไป เช่น GULF, MTC และ 4) กลุ่มหุ้นที่อาจมีแรงเก็งกำไรต่อการถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET50 ในรอบถัดไป เช่น GULF, WHA

 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com