August 12, 2020   2:01:03 PM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องข่าว > CIG เจ๋งสุดหุ้นเข้าใหม่ไอพีโอ
 

????
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 1,238
วันที่: 28/10/2005 @ 05:54:48
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

การคาดหมายของตลาดหลักทรัพย์ถึงจำนวนบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นปี 2548จำนวน 70 แห่งนั้น มาจนถึงขณะนี้(26 ต.ค.)ตัวเลขทำท่าจะผิดเป้าหมาย เพราะมีเพิ่มเข้ามาเพียง 26 แห่งเท่านั้น
ส่วนสาเหตุอาจมาจากภาวะตลาดหุ้นเกิดความความผันผวน ทำให้ต้องเลื่อนการเข้าซื้อ - ขายออกไป บางรายเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด มิเช่นนั้นอาจประสบกับ หุ้นหลุดจองได้ และก็มีตัวอย่างมาให้เห็นมาแล้วในหุ้นหลายตัวก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ จากทั้งหมด 26 บริษัท มีหุ้นใหม่เข้ามาซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ไทย 21 บริษัทและตลาดหลักทรัพย์ใหม่ 5 บริษัท แบ่งหุ้นเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่ม หลุดจอง และ เหนือจอง โดยหุ้น หลุดจอง ในวันแรกของการซื้อ - ขายเพียง 7 ราย คือ YNP, SUPER,GLOW , PHATRA, MCS, IRP และ STAR[/color:b3f15ead27">
หากเปรียบเทียบกับราคาล่าสุด คือ วันที่ 26 ต.ค. 48 ในบรรดาหุ้นหลุดจองทั้งหมดพบว่า หุ้นสามารถปรับราคาดีดขึ้นได้มีเพียง PHATRA, IRP, MCS, และ YNP ซึ่งปรับตัวขึ้น 38%, 26%,10% และ 2% ตามลำดับ แล้วถ้าเป็นหุ้นมีปัจจัยพื้นฐานดีจริง สามารถปรับตัวขึ้นมาได้ แม้ว่าสถานการณ์จะผันผวนเพียงใด
หุ้นหลุดจองมีกำไรสุทธิงวดครึ่งปีเพิ่มขึ้น ได้แก่ IRP มีกำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้น 184%ตามมาด้วย MCS 110%, GLOW 36% และ YNP 4% โดยบริษัทที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นมากสุดคือ MCS และ GLOW มีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 117% และ 15% ตามลำดับ ส่วนที่เหลือในกลุ่มนี้แม้จะมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มทุนทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นจึงปรับตัวลดลง
อีก 18 ราย ราคาปิดวันแรกสูงกว่าจองทั้งสิ้น ได้แก่ KPN, SAT, BSBM, SPPT,TMT, BLS, KSL,SMM , SOLAR, SMIT, TSC, PERM, CIG, CPR, SALEE, S2Y,METRO และ EASON [/color:b3f15ead27">มีเพียงหนึ่งรายเท่านั้นมีราคาไม่เปลี่ยนแปลง คือ ASK
ปี 2548 จึงถือเป็นการเริ่มต้นด้วยความสำเร็จของบรรดาหุ้นเข้าใหม่อย่างแท้จริงและเป็นเรื่องผิดคาด สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังในการตั้งราคาเข้าซื้อขาย และความพร้อมของบรรดาที่ปรึกษาการเงิน และผู้บริหารของบริษัทในการป้องกัน และรับมือไม่ให้หุ้นเข้าใหม่เกิดกระแส หลุดจองขึ้นมา
หากเปรียบเทียบกับราคาล่าสุดในวันที่ 26 ต.ค. 48 ของหุ้นเหนือจองทั้งหมด กลับพบว่า ราคาหุ้นปรับตัวลดลงทั้งหมด 11 ตัว อีก 6 ตัวมีราคาปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ SPPT มีราคาปรับเพิ่มขึ้น 69%, KSL 63%, CIG 33%, PERM 32%, CPR 31% และ SOLAR 28%
หุ้นปรับเพิ่มขึ้นและทำกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากสุดคือ SOLAR ถือว่าเป็นหุ้นมีความร้อนแรงในช่วงเกือบ 10 เดือนที่ผ่านมา ราคาเสนอขาย 8 บาท ล่าสุดปรับมาอยู่ที่ 10 บาท มีกำไรสุทธิงวดครึ่งปี 48 ที่ 109 ล้านบาท หรือ 0.40 บาทต่อหุ้น ปรับเพิ่มขึ้น 1,839% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนประสบผลขาดทุนสุทธิ 6 ล้านบาท หรือ ขาดทุน 0.60 บาทต่อหุ้น
ตามมาด้วยหุ้น PERM ราคาเสนอขาย 3.50 บาท ล่าสุดปรับขึ้นในระดับ 4.64 บาทมีกำไรสุทธิ 98 ล้านบาท หรือ 0.27 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 323% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 23 ล้านบาทหรือ 3.89 บาทต่อหุ้น เป็นผลมาจากยอดรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากยอดขายเหล็กรีดเย็นมีปริมาณสูงขึ้น
ด้านหุ้น CIG เป็นหุ้นในตลาดใหม่ ราคาเสนอขาย 2.75 บาท ล่าสุดอยู่ที่ 3.66 บาทมีกำไรสุทธิเพิ่มมาที่ 25 ล้านบาท หรือ 0.16 บาท เพิ่มขึ้น 216% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิเพียง 8 ล้านบาทหรือ 0.07 บาทต่อหุ้น เป็นผลมาจากยอดรายได้เพิ่มมากขึ้น และเป็นหุ้นเพียงตัวเดียวที่ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่มีกำไรต่อหุ้นปรับเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ส่วนหุ้นอีกตัวมีกำไรต่อหุ้นปรับเพิ่มขึ้นคือ KPN มีกำไรสุทธิ 91 ล้านบาท หรือ 0.94บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 118% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 42 ล้านบาท หรือ 0.54 บาทต่อหุ้น แต่มีราคาหุ้นปรับลดลงมาเหลือ 14.41 บาท จากราคาเสนอขายอยู่ที่ 15 บาท ยังถือว่าปรับลงมาไม่มากนัก
อีก 2 ตัวเป็นหุ้นเข้าทำการซื้อขายผ่านมาไม่กี่วัน คือ METRO หรือบริษัท เมโทรสตาร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อขายในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประกอบธุรกิจหลักในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ และพื้นที่ที่เป็นทำเลดีในกลางเมือง มีราคาเสนอขายที่ 7 บาท ปิดเหนือจองที่ 8.68 บาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 23%
ด้านผลประกอบการมีกำไรสุทธิงวดครึ่งปี 48 ที่ 93 ล้านบาท หรือ 0.62 บาทต่อหุ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อนประสบผลขาดทุนสุทธิ 17 ล้านบาท หรือขาดทุน 0.45 บาทต่อหุ้น เนื่องจากบริษัทได้เปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีเกี่ยวกับการรับรู้รายได้เป็นวิธีตามอัตราร้อยละของงานที่ทำเสร็จในปีนี้ จากเดิมรับรู้รายได้เมื่อมีการทำสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นเหตุผลสำคัญทำให้ยอดกำไรสุทธิโตขึ้นแบบก้าวกระโดด
หุ้นอีกตัวคือ EASON หรือ บริษัท อีซึ่น เพ้นท์ จำกัด(มหาชน) เข้าซื้อขายในหมวดยานยนต์ ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสีอุตสาหกรรม มุ่งเน้นอุตสาหกรรมยานยนต์ มีฐานลูกค้าสำคัญคือ กลุ่มผู้ใช้สีที่เป็นผู้ผลิตสินค้าตามคำสั่ง หรือ OEM โดยมีราคาเสนอขาย 3 บาทราคาปิด 3.40 บาท หรือเพิ่มขึ้น 13%
ด้านผลประกอบการพบว่ามีกำไรสุทธิงวดครึ่งปี 48 อยู่ที่ 36 ล้านบาท หรือ 0.30บาท กำไรปรับตัวลดลง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 41 ล้านบาท หรือ 5.50บาท เนื่องจากยอดต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่ายอดรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปได้

นสพ.ข่าวหุ้น[/color:b3f15ead27">

 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com