December 3, 2020   1:41:22 PM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องข่าว > NEWS : ใครจะเชื่อ..น้ำมันทะลุ 70 ดอลลาร์ รัฐยังบอกไม่เป็นไร
 

tummeng
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 18
วันที่: 29/08/2005 @ 20:36:00
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

ใครจะเชื่อ..น้ำมันทะลุ 70 ดอลลาร์ รัฐยังบอกไม่เป็นไร

ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบไต่ทะลุ 70 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว แต่ รมว.คลังยังปากแข็งบอกว่าเศรษฐกิจของไทยจะไม่เป็นไร และยืนยันอัตราการขยายตัวของจีดีพีปีนี้ที่เป้าหมายเดิม 4.6-5.1% แต่ที่ตลาดหลักทรัพย์ SET INDEX ร่วง 4.56 จุด ซ้ำฝรั่งขาย 1.4 พันลบ. นักวิเคราะห์ชี้ชัดเป็นเพราะประเด็นราคาน้ำมันพุ่ง ด้าน กิตติรัตน์ ระบุเป็นผลกระทบที่เกิดในระยะสั้นเท่านั้น แม้จะทำให้กำไร บจ.ไม่โตตามที่คาดการณ์ไว้ แต่เชื่อหุ้นยังขึ้นได้เพราะค่า P/E ต่ำ

**ราคาน้ำมันดิบไลท์สัญญาส่งมอบเดือนต.ค.ที่ตลาดสิงคโปร์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 70.03 ดอลลาร์/บาร์เรล
มีรายงานข่าวว่าราคาน้ำมันดิบไลท์สัญญาส่งมอบเดือนตุลาคมซื้อขายที่ตลาดสิงคโปร์ช่วงเช้าวานนี้เคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น 3.90 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 70.03 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากขึ้นไปแตะที่ระดับ 70.80 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงเปิดการซื้อขาย
ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 21 เซนต์ มาอยู่ที่ 2.1448 ดอลลาร์/แกลลอน ขณะที่ราคาน้ำมันเตาเพิ่มขึ้นมากกว่า 17 เซนต์มาอยู่ที่ 2.0110
ดอลลาร์/แกลลอน
นักวิเคราะห์ในตลาดน้ำมันระบุว่าสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง
เป็นเพราะตลาดวิตกต่อข่าวพายุเฮอร์ริเคน แคทรีน่าพัดเข้าสู่อ่าวเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของสหรัฐฯ จนทำให้การผลิตน้ำมันกว่า 600,000
บาร์เรลต้องหยุดชะงัก ขณะที่ปริมาณการกลั่นต้องลดลงถึง 1 ล้านบาร์เรล

**ทนง ยังไม่ปรับจีดีพี ยันเป้าเดิมที่ 4.6-5.1% มั่นใจเศรษฐกิจยังมีเสถียรภาพเหตุทุนสำรองแกร่ง
นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าเรื่องที่เป็นห่วงมากที่สุดเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ คือ เรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทิศทางของราคาน้ำมันในตลาดโลกในส่วนกระทรวงการคลังจะดูแลใกล้ชิดตลอดเวลาว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไร
ยอมรับว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจจะมีผลกระทบต่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศบ้างแต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอนเนื่องจากทุนสำรองระหว่างประเทศยังไม่ลดลงประกอบกับรายได้จากการท่องเที่ยวและการประหยัดพลังงานมีทิศทางที่ดีขึ้น และถ้าหากเราดูแลทั้งสองเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ก็มั่นใจว่าปีหน้าเศรษฐกิจจะยังคงมีเสถียรภาพอย่างแน่นอน เพราะราคาน้ำมันถือเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อเศรษฐกิจของไทย
เขากล่าวต่อว่า รัฐบาลจะต้องเร่งหามาตรการเข้ามาช่วยเหลือโดยเร็ว
โดยในขณะนี้กระทรวงการคลังเตรียมที่จะเสนอแนวทางในการยกเว้นภาษีการนำเข้าถังเอ็นจีวีเป็นเวลา 3 ปีข้างหน้าเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีกันมากขึ้นโดยจะเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ต่อไป แต่คงจะไม่ใช่การประชุมครม.วันพรุ่งนี้
อย่างไรก็ตาม รมว.คลัง ยังเชื่อมั่นว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2548 ว่าจะยังเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้ โดยกระทรวงการคลังยังคงประมาณการจีดีพีปี 2547 คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 4.6-5.1% เท่าเดิม ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

**วันนี้ คลัง เตรียมแถลงจีดีพี Q2/48 พร้อมปรับตัวเลขทั้งปี-ยันไตรมาส 2 โตเกิน 4%แน่
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่าในวันนี้ กระทรวงการคลังจะแถลงตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 2 ของปี 2548 พร้อมกับแถลงการณ์ปรับประมาณการจีดีพี ทั้งปี 2548 ด้วย แต่ทั้งนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยถึงตัวเลขดังกล่าวได้ว่าอยู่ในระดับที่เท่าไหร่ เพราะจะต้องรอให้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงบประมาณเพื่อเห็นชอบในตัวเลขดังกล่าวเสียก่อน
ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ รองผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า มั่นใจว่าจีดีพีไตรมาส 2 ของปี 2548 จะสูงกว่า 4% อย่างแน่นอน แต่อัตราเงินเฟ้อก็จะอยู่ในระดับที่สูงกว่า 4% ด้วยเช่นกัน
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลลดลงประกอบกับปัญหาสึนามิ ไข้
หวัดนกและภัยแล้งให้คลี่คลายลง ส่วนเรื่องราคาน้ำมันถึงแม้จะปรับตัวในระดับสูงอยู่แต่ก็มีความผันผวนน้อยลงมาก รองผอ.สศค. กล่าว

**สมคิด เผยทุกเดือนนับจาก ส.ค.48 ส่งออกจะโตเกิน 20%ทุกเดือน มั่นใจทั้งปีโต 20%
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าในทุกเดือนหลังจากนี้ เชื่อว่าการส่งออกจะขยายตัวเกิน 20% และสามารถดูแลการนำเข้าได้ทั้งนี้ในส่วนของประมาณการการเติบโตของการส่งออกทั้งปีที่ 20% นั้นก็เชื่อว่าจะสามารถทำได้ แต่ทั้งนี้ได้กำชับให้กรมส่งเสริมการส่งออกเข้ามาดูแลการส่งออกและการนำเข้าอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ นายสมคิด ยังได้ขอบคุณภาคเอกชนที่ให้ความร่วมมือที่พยายามผลักดันการส่งออกให้โตทันกับการนำเข้าและในอนาคตจะมีการเจาะตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา จีน ตะวันออกกลางและมีการส่งเสริมคนไทยลงทุนในต่างประเทศ หรือมีการลงทุนแบบครบวงจรมากขึ้นซึ่งสินค้าของไทยนั้นเป็นที่ต้องการของต่างประเทศอยู่มากโดยขณะนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ให้ทูตพาณิชย์เข้ามาร่วมยุทธศาสตร์การส่งออกมากขึ้น โดยเข้าไปศึกษาและหาข้อมูลที่เกี่ยวกับสินค้าในการส่งออกทั้งนี้สินค้าของไทยที่เจาะตลาดยังเป็นสินค้าในกลุ่มอาหาร สิ่งทอและอิเล็คทรอนิกส์
เราต้องดูแลในเรื่องของการนำเข้า โดยเฉพาะพลังงาน เพราะเราดูแลราคาของพลังงานไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกันการเร่งการส่งออกนั้นสามารถควบคุมการขาดดุลได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ในระยะยาวยังเป็นเรื่องของราคาน้ำมัน เราต้องดูอีกที นายสมคิด กล่าว

**สภาพัฒน์ยังไม่ตื่นหากสิ้นปีราคาน้ำมันยังเฉลี่ยอยู่ที่ 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เศรษฐกิจยังรับได้
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัว เพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ว่าในส่วนของประเทศไทยนั้นได้อิงราคาน้ำมันจากน้ำมันดิบดูไบเป็นหลัก ซึ่งในขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 52 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพราะฉะนั้นหากทั้งปีราคาน้ำมันยังเฉลี่ยอยู่ที่ 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็ยังถือว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังรองรับราคาน้ำมันดังกล่าวได้อยู่และก็เป็นไปตามเกณฑ์ที่ สศช. ได้คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
เรื่องของราคาน้ำมันนี้จะต้องดูเรื่องราคาเฉลี่ยไม่ใช่ดูวันต่อวัน
ซึ่งที่ผ่านมาในเดือน ก.ค.ตัวเลขต่างๆ ก็ดีขึ้น ทั้งดุลการค้าดุลบัญชีเดินสะพัด รวมทั้งมาตรการในการประหยัดพลังงานด้วยซึ่งตรงนี้ต้องมองในระยะยาวมากกว่าในระยะสั้น นายอำพน กล่าว

**นายกฯ ชี้ปัญหาน้ำมันแพงโดนเหมือนกันทุกปท./เตือนผู้ประกอบการขึ้นราคาสินค้าได้ต่อเมื่อต้นทุนมาจากน้ำมันเท่านั้น
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นถือว่าเป็นปัญหาที่ประสบกับทุกประเทศไม่เพียงแต่ประเทศไทย ซึ่งยังถือว่าไทยยังโชคดีที่มีราคาน้ำมันถูกกว่าประเทศอื่น เช่น กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลได้เข้ามาศึกษาในเรื่องพลังงานทดแทนก๊าซเอ็นจีวีเพื่อนำมาใช้ทดแทนน้ำมันซึ่งในขณะนี้กำลังดูรายละเอียดในเรื่องของถังบรรจุอยู่
ส่วนการปรับเพิ่มขึ้นของสินค้าของผู้ประกอบการนั้นถ้าหากสินค้าใดที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันก็สามารถปรับขึ้นได้ซึ่งทางรัฐบาลได้มีแนวทางแก้ไขในเรื่องราคาสินค้าแล้ว โดยมีการส่งเสริมสินค้าราคาถูกซึ่งหากผู้ประกอบการรายใดขายแพงมากก็จะไม่สามารถขายได้ในปริมาณเท่าเดิม

**ตลท.ลดเป้ากำไรบจ.ปีนี้เหลือ 4.7-5 แสนลบ. จากคาดการณ์ 5-5.5 แสนลบ.หลังราคาน้ำมันแพงกระทบความสามารถการทำกำไร
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เปิดเผยว่า ตลท.ได้ลดเป้ากำไรของบริษัทจดทะเบียน
ในปีนี้จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 5-5.5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 4.7-5
แสนล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทจดทะเบียน
อย่างไรก็ดี จากตัวเลขดุลการค้า และกลไกการทำงานของเศรษฐกิจน่าจะทำให้ค่า P/E ตลาดหุ้นสิ้นปีขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 10 เท่า เมื่อคำนวณที่มาร์เก็ตแคป 4.7 ล้านล้านบาท กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็น่าจะอยู่ที่ระดับ 4.7 แสนล้านบาท
สำหรับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นสูงแตะระดับ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น่าจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และหลังจากนั้นจะอ่อนตัวลง ในเบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นว่าจะมีผลกับตลาดหุ้นมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าอัตราการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนในครึ่งปีหลังจะไม่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีแรกที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ระดับ 2.48 แสนล้านบาท แต่ถ้าหากอัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่ขยายตัวจากครึ่งปีแรก ราคาหุ้นก็ยังปรับตัวขึ้นไปได้ เนื่องจาก P/E ในตลาดหุ้นไทยปัจจุบันต่ำกว่า 10 เท่า
อย่างไรก็ดี ภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นสิ่งที่กดดันเศรษฐกิจทั่วโลกให้ชะลอตัวแต่จากการประหยัดพลังงานในประเทศทำให้ตัวเลข ดุลการค้า และดุลบัญชี เดือน ก.ค.ที่ผ่านมาดีขึ้น แต่ประชาชนก็ยังต้องช่วยกันประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิงต่อไป เพราะประเทศไทยเป็นประเทศการค้าเสรีจะให้รัฐบาลช่วยเหลือตลอดไม่ได้ ทั้งนี้บริษัทจดทะเบียนมีทุนที่แข็งแกร่ง และมีหนี้สินน้อยน่าจะต้านทานกระแสราคาน้ำมันที่แพงได้ดีกว่าบริษัทที่อยู่นอกตลาดหุ้น
ทั้งนี้ เป้า บจ.ในปีนี้ที่นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ได้คาดการณ์ไว้ว่า ไม่น่าจะต่ำกว่า 70 บริษัทนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าจำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในปีนี้น่าจะมากกว่า 70 บริษัท แต่จะถึง 80 บริษัทหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาไฟลิ่งของสำนักงาน ก.ล.ต.และการเตรียมตัวของบริษัท เพราะที่ผ่านมาการทำงานของสำนักงาน ก.ล.ต.และตลท.ล่าช้าเนื่องจากการการยื่นไฟลิ่งของบริษัทกระจุกตัว

**กิตติรัตน์ ไม่ห่วงน้ำมันแพง เชื่อแตะ 70 เหรียญแค่ช่วงสั้น ระบุแม้กำไร บจ.ไม่โต แต่หุ้นยังขึ้นได้เพราะ P/E ต่ำ
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นสูงแตะระดับ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น่าจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และหลังจากนั้นจะอ่อนตัวลงโดยเบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นว่าจะมีผลกับตลาดหุ้นและกำไรของบริษัทจดทะเบียนมากน้อยแค่ไหนแต่เชื่อว่าอัตราการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนในครึ่งปีหลังจะไม่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีแรกและถึงแม้ว่าอัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะไม่ขยายตัวจากครึ่งปีแรกราคาหุ้นก็ยังปรับตัวขึ้นไปได้ เนื่องจาก P/E ในตลาดหุ้นไทยต่ำกว่า 10 เท่า

**ผู้ประกอบการสารภาพน้ำมันแพงส่งผลกระทบต้นทุนขนส่งพุ่ง
นายจอมทรัพย์ โลจายะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER เปิดเผยว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งทาง SUPER และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างก็ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับธุรกิจและการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ
เรื่องราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงมองว่าทุกบริษัทได้รับผลกระทบหมด ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบในด้านของค่าขนส่งซึ่งต้นทุนค่าขนส่งก็มีการปรับเพิ่มขึ้นแต่จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวของแต่ละบริษัทว่าจะสามารถ บริหารจัดการได้ดีแค่ไหน
อย่างไรก็ตามในส่วนของ SUPER มีแผนที่จะเน้นการให้บริการและการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่ามีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทางด้านเศรษฐกิจออกมาคัดค้านว่าแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอลง แต่ทาง SUPER ก็มีกลุ่มลูกค้ารองรับผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็คงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้า

**หุ้นไทยวันนี้ฝากอนาคตไว้กับราคาน้ำมัน-ดัชนีตลาดต่างประเทศ
วานนี้ ตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 691.33 จุด ลดลง 4.56 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 13,969.40 ลบ.โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,476.67 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 110.00 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1,586.67 ล้านบาท
นายศรันย์ ถวิลย์หวัง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
บล.ฟาร์อีสท์กล่าวถึง ทิศทาง SET Index วานนี้ว่า ดัชนีฯเคลื่อนไหวในทิศทางปรับลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงดัชนีฯตลาดต่างประเทศที่ปรับตัวลดลงแต่อย่างไรก็ตามในช่วงบ่ายมีแรงเก็งกำไรเข้ามารับบ้างส่งผลให้ SET Index ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ยังปิดตลาดในแดนลบ
ส่วนทิศทาง SET Index วันนี้ มองว่า ปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางยังมองที่ปัจจัยภายนอกประเทศทั้งปัจจัยราคาน้ำมันที่จะส่งผลต่อปัจจัยดัชนีตลาดต่างประเทศว่าปิดตลาดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางอย่างไร แต่มองว่าแนวโน้ม SET Index น่าจะเคลื่อนไหวในแดนลบ ซึ่งถ้าไม่สามารถผ่าน 690 จุดนี้ ไปได้มีโอกาสมากที่จะปรับลดลงแต่อาจมีหุ้นในกลุ่มพลังงานพยุงไม่ให้ปรับลดลงเร็วแต่หากราคาน้ำมันพรุ่งนี้ปรับลดลง อาจส่งผลให้ SET Index สามารถยังยืนอยู่เหนือระดับ 690 จุดได้
กลยุทธ์การลงทุน หาก SET Index ปรับขึ้นแนะนำขาย ปรับลดลงแนะนำซื้อในกลุ่มที่มีการเก็งกำไรในสัปดาห์ก่อนและหากไม่สามารถยืนเหนือระดับ 690 จุดแนะขายเนื่องจากหากไม่สามารถผ่านระดับนี้ มีโอกาสมากที่จะปรับลดลง ทั้งนี้ให้แนวรับ 690 จุด แนวต้าน 700 จุด

efinancethai.com

 กลับขึ้นบน
บุคคลทั่วไป
บุคคลทั่วไป
#1 วันที่: 30/08/2005 @ 17:33:50 : re: NEWS : ใครจะเชื่อ..น้ำมันทะลุ 70 ดอลลาร์ รัฐยังบอกไม่เป็
รัฐบาลบอกว่าแย่แล้ว ตายแน่ๆ คงสะใจ จขกท
มิฉะนั้นอยากฟังอะไร คิดเองก็แล้วกันไม่ต้องออกมาแหกปากด่าที่ออกมาพูดไม่ถูกในตัวเอง
เป็นคนไทยหรือเปล่า
 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com