December 9, 2019   9:55:30 PM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องสาระน่ารู้ > Temple Boxing School...
 

บุคคลทั่วไป
บุคคลทั่วไป
วันที่: 19/06/2006 @ 12:59:23
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

ที่มา : http://www.thaivi.com/content/view/217/49/


[u:31c02c8914">[b:31c02c8914">Value Way : Temple Boxing School[/b:31c02c8914">[/u:31c02c8914">[/color:31c02c8914">[/size:31c02c8914">


ในบทความส่งท้ายปี 2547 นี้ ผมอยากจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งเป็นเนื้อหาที่กลั่นกรองจากประสบการณ์อันยาวนานของสมาชิกท่านหนึ่งแห่งโต๊ะสินธร Pantip.com และ thaivalueinvestor.com ท่านใช้นามแฝงว่า คลายเครียด นักลงทุนท่านนี้เรียกว่าหลักการของสำนักมวยวัด และถูกตั้งชื่อให้อินเตอร์นิดๆว่า Temple Boxing School โดยสมาชิกชื่อคุณ อ-ริน นักลงทุนอารมณ์ดีแห่งราชบุรี หลักการนี้เป็นการวิเคราะห์การลงทุนในตลาดหุ้นตามประสานักลงทุนรายย่อย ไม่ได้มีหลักทางวิชาการจากสำนักไหนๆ เข้ามาเกี่ยวข้องโดยสิ้นเชิง


เท่าที่ผมเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นมาก็หลายปี และสังเกตพฤติกรรมของนักลงทุน ของหุ้นหลายๆ บริษัทแล้วเห็นว่าการวิเคราะห์ของ Temple Boxing School นี้เข้ากันได้กับตลาดหุ้นบ้านเราอย่างกลมกลืนจริงๆ


การจะเป็นนักลงทุนที่จะอยู่กับตลาดหุ้นได้ตลอดไป ท่านว่าจะต้อง ?บริหารความโลภความกลัวกับความรู้ให้สมดุล? ซึ่งเป็นกฎพื้นฐานของTemple Boxing School ทั้งนี้เพราะในตลาดหุ้นจะถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกรรมหลักๆสามแรงด้วยกันคือ แรงแห่งความโลภ แรงแห่งความกลัว และแรงของผลประกอบการซึ่งราคาหุ้นจะขึ้นลงตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้นนั้นๆ จริงๆ


แรงแห่งความโลภและความกลัวนี้เป็นแรงทางจิตวิทยา ซึ่งต้องให้การบริหารอารมณ์ ส่วนแรงจากผลประกอบการนั้น ต้องใช้การบริหารความรู้เป็นสำคัญ และเมื่อแรงกรรมทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดขึ้นกับหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งนั้น ในฐานะนักลงทุนจะต้องทำการบริหารอารมณ์และความรู้ในทันที


เรามาดูปัจจัยที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนั้นจะประกอบด้วยตัวแปรอะไรบ้าง เริ่มต้นที่ตัวแปรทางพื้นฐานคือ ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) กำไรต่อหุ้น (EPS) คือสภาพคล่องในการซื้อขายของหุ้นนั้นๆ ซึ่งจะมี สภาพหุ้นที่คล่องคอ กับสภาพหุ้นที่ไม่คล่องคอ โดยสภาพคล่องคอคือหุ้นที่มีเม็ดเงินใส่เข้ามาซื้อและขาย ซึ่งมีผลทำให้ราคาหุ้นนั้นๆ วิ่งขึ้นลงนอกเหนือไปกรอบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นตามปัจจัยพื้นฐาน ส่วนสภาพที่ไม่คล่องคอก็คอไม่มีการใส่เม็ดเงินเข้าไปในหุ้นนั้นๆ มาก ราคาหุ้นนั้นๆ จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบการเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น ส่วนตัวแปรที่เป็นตัวแปรทางอารมณ์นั้นคือความโลภและความกลัว ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นเมื่อมีเม็ดเงินเข้ามากระตุ้นราคาหุ้น


หุ้นที่ขึ้นลงตามปัจจัยพื้นฐานไม่มีแรงแห่งความโลภและความกลัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ราคาหุ้นจะขึ้นลงตามผลประกอบการ สังเกตได้จากหุ้นที่มีสภาพแบบนี้ PBV จะมีค่าใกล้กับ 1 เท่า ถ้ามีข่าวดีและข่าวร้ายเกินจริง ซึ่งคำว่าเกินจริงนี้มักจะเกิดจากการคาดคะเนเป็นส่วนใหญ่ (รู้สึกคุ้นๆ ไหมครับ) เช่น ถ้าความโลภสูงกว่าความกลัวเมื่อไร ผลการคาดคะเนจะยิ่งสูงเกินจริงเข้าไปอีก ส่วนความกลัวสูงกว่าความโลภเมื่อไรผลการคาดคะเนจะยิ่งต่ำเกินจริงเข้าไปอีก ซึ่งอาจจะไปทำให้ราคาหุ้นนั้นสูงและต่ำเกินจริง ทั้งนี้จะต้องมีปัจจัยประกอบที่เป็นใจด้วยคือ EPS เพิ่มหรือลดผิดปกติ สภาพคล่องสูง และข่าวลือ ข่าวปล่อยต่างๆ หุ้นที่ราคาขึ้นเกินจริงให้สังเกตได้ที PBV จะสูงกว่า 1 มากๆ ส่วนหุ้นที่ราคาต่ำเกินจริงให้สังเกตว่า PBV ต่ำกว่า 1 มากๆ


จะเห็นว่าเราต้องมีความรู้ และต้องมีความรู้พิเศษเมื่อหุ้นนั้นๆ สูงและต่ำเกินจริง ซึ่งความรู้พิเศษนี้จะประกอบไปด้วย ความรู้พิเศษในข่าววงใน ความรู้พิเศษในการประยุกต์เทคนิคต่างๆ ในการลงทุน และความรู้จักควบคุมความโลภและความกลัวของตนเอง


เรื่องความรู้นี้สำคัญมากครับจะเห็นว่า ไม่ว่าหุ้นจะเป็นหุ้นแบบไหนเราก็จำเป็นต้องมีความรู้ ซึ่งความรู้สำหรับการลงทุนในหุ้นที่ราคาตลาดของหุ้นที่ปรับตัวตามแรงของผลประกอบการเป็นปกติ เราก็ต้องมีความรู้พื้นฐาน อย่างน้อยต้องรู้จักค่าอัตราส่วนพื้นฐานเช่น PE PBV ROE ROA แต่สำหรับหุ้นที่ราคาปรับตัวผิดปกติไม่ว่าจะขึ้นหรือลง เรายิ่งต้องมีความรู้พิเศษเลยทีเดียว ความรู้พิเศษที่ว่านี้ประกอบด้วย


ความรู้พิเศษในข่าววงใน ซึ่งต้องเป็นข่าววงในระดับที่เชื่อถือได้จริงอย่างที่ระดับแม่ยายหรือน้องเมียสุดที่รักของคนวงในได้รับเลยก็ว่าได้ ข่าววงในระดับปลายแถวระดับกระจอกข่าวทั้งหลายไม่ถือเป็นความรู้พิเศษ ทั้งนี้เพราะผู้ได้รับข่าววงในระดับสูงอาจได้ปฏิบัติการเก็บหรือคายหุ้นไปเรียบร้อยแล้ว


ความรู้พิเศษเชิงวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคนิค หรือ ทางด้านพื้นฐาน ซึ่งไม่ใช่แค่การวิเคราะห์แบบพื้นๆ ต้องวิเคราะห์แบบเจาะลึก แต่ทั้งนี้การวิเคราะห์ทางเทคนิคชั้นสูงจะช่วยได้มากกว่า เพราะการขึ้นลงผิดปกตินั้นไม่ได้เป็นไปตามพื้นฐานที่แท้จริง มักเกิดจากการสร้างราคาเป็นส่วนใหญ่


ความรู้จักควบคุมความโลภและความกลัวของตัวเอง ท่านผู้นำเสนอหลักการสำนักมวยวัดนี้กล่าวว่าหากเราไม่มีความรู้ในสองข้อแรกข้างบน เราควรจะมีความรู้ในข้อสุดท้ายนี้ให้มาก เพราะท่านเองก็ยอมรับว่าท่านก็ไม่มีความรู้สองข้อบนนั้นเลย และไม่ยอมไล่ซื้อหุ้นที่ลอยตัวสูงขึ้นเลยกรอบการเคลื่อนไหวตามพื้นฐานมากๆ ยอมนั่งน้ำลายหกเป็นปีๆ ดีกว่านั่งน้ำตาตกในช่วงข้ามวัน ซึ่งนั่นคือการไม่ยอมเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดตาย


จากคำแนะนำของTemple Boxing School ให้เราพยายามปรับตัวของเราจากแมลงเม่าน้อยให้กลายร่างเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด ด้วยการเสริมสร้างความรู้โดยเริ่มที่ความรู้พื้นฐานและเลือกลงทุนในหุ้นที่เคลื่อนไหวในกรอบของพื้นฐานจะดีกว่า และเรายังสามารถได้รับปันผลเป็นน้ำจิ้มไปด้วย จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ประสบการณ์และความรู้เพิ่มขึ้น (อาจไม่รวมความรู้พิเศษในข่าววงใน) เราก็อาจสามารถเข้าไปร่วมวงกับเขาได้ โดยให้เลือกลงทุนซื้อหุ้นที่ลงผิดปกติ หรือเอาปลอดภัยก็ให้ลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีราคาต่ำ และรอให้เกิดกำลังจากการสร้างราคาจนความโลภชนะความกลัว ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหุ้นลอยขึ้นเหนือกรอบพื้นฐานไปพอสมควร เราก็ควรจะเผ่นพันลี้

--กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม 2547 - 6 มกราคม 2548

..........................................................................................................

 กลับขึ้นบน
บุคคลทั่วไป
บุคคลทั่วไป
#1 วันที่: 19/06/2006 @ 13:05:03 : re: Temple Boxing School...
......................................................................................................


http://www.thaivi.com/content/view/219/49/


[b:be1f02c6ac">Value Way : คลายเครียด Ratio [/color:be1f02c6ac">[/b:be1f02c6ac">[/size:be1f02c6ac">



ท่านผู้อ่านที่ไม่ได้เป็นสมาชิก Web board ของ โต๊ะสินธร แห่ง Pantip.com กับ thaivalueinvestor.com คงจะไม่เคยได้เห็นได้ยินอัตราส่วนนี้มาก่อน แล้วมันมีด้วยหรือเจ้าอัตราส่วนแปลกๆ นี้


ผมเองเมื่อแรกเลยก็งงครับว่า มันคืออัตราส่วนที่เกี่ยวกับอะไรกัน ชื่อก็แปลกแถมแบ่งออกเป็น คลายเครียดเรโช มหภาค กับคลายเครียดเรโช จุลภาค อีกต่างหาก แต่พอดูรายละเอียดของท่านเจ้าสำนักTemple Boxing นามว่า คลายเครียดเจ้าเก่า แล้วก็ต้องร้อง...อ๋อครับ


ชื่อก็บอกว่าคลายเครียด ก็สื่อความหมายว่า เป็นอัตราส่วนที่หาจุดเพื่อปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อระบายความเครียดในการถือครองหุ้นใดๆ ก็ตามที่ราคาหุ้นสูงขึ้นมากแล้ว แต่ยังมิได้ขายออกมาเลย เนื่องด้วยว่าจะขายก็กลัวขายหมู จะถือต่อก็กลัวจะถูกหมีตบหน้าหันเสียก่อน ท่านก็เลยกำหนดสูตรเป็นอัตราส่วนในการคลายความเครียดจากอาการดังกล่าวลงไปครับ


มาดูสูตร คลายเครียดเรโช(มหภาค) : ราคาตลาด / ราคาทุน > 1


จากสูตรจะเห็นว่า เมื่อราคาหุ้นหลังจากที่ซื้อมาแล้วได้ปรับตัวขึ้นไปสูงเท่ากับหรือมากกว่าราคาทุนที่ซื้อหุ้นมาแล้ว ให้ชักเอาส่วนที่เป็นทุนออกมาก่อนเพื่อความอุ่นใจ และเป็นการลดความเครียดจากการถือหุ้นนั้นๆ เอาไว้ต่อ ยิ่งตอนที่ขายเมื่ออัตราส่วนคลายเครียดสูงมากกว่า 1 มากๆความเครียดจะยิ่งลดลงเป็นลำดับ


เช่น เมื่อเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งมาที่ราคา 10 บาท ปัจจุบันราคาได้ขึ้นมาที่ 25บาท เราจะได้คลายเครียดเรโชเท่ากับ 2.5 เท่า จากนั้นให้เราชักเอาเงินทุน 10 บาท ออกมาก่อนแล้วปล่อยให้เงินที่เป็นกำไร 15 บาทอยู่ในหุ้นนั้นต่อไป เพื่อลดอาการเครียดจากการขายหมูลงไป และที่แน่ๆเงินทุนของเราปลอดภัย 100%แล้วครับ


ส่วนคลายเครียดเรโช (จุลภาค) : (ราคาตลาด / ราคาทุน) - 1 > 1


สูตรคลายเครียดเรโชแบบจุลภาคนี้ค่อนข้างจะลดความเครียดลงไปได้อีกหนึ่งเท่าตัวครับ เช่นเมื่อเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งมาที่ราคา 10 บาท ปัจจุบันราคาได้ขึ้นมาที่ 25บาท เราจะได้คลายเครียดเรโช(จุลภาค) เท่ากับ 1.5 เท่า จากนั้นให้เราชักเอาเงินทุนและกำไร 15 บาท ออกมาก่อนแล้วปล่อยให้เงินที่เป็นกำไร 10 บาทอยู่ในหุ้นนั้นต่อไป ทั้งให้แน่ๆไปเลยว่าอย่างน้อยได้ทั้งทุนและกำไรกลับใส่กระเป๋ามาแล้วแน่ๆ และพร้อมจะล้วงกระเป๋าผู้อื่นต่อไปโดยไม่ได้ลงทุนอะไรอีกแล้ว


คราวนี้มาดูว่าควรจะใช้คลายเครียดเรโชกับหุ้นประเภทไหน และโอกาสใด ท่านว่าโอกาสที่ควรใช้คลายเครียดเรโชมากที่สุดคือช่วงที่ตลาดคึกคักสุดขีด สังเกตได้จากช่วงที่ราคาหุ้นขึ้นแบบไม่ติดเบรก นักลงทุนรายใหม่ๆ เกิดขึ้นมากๆ นักวิเคราะห์วิจารณ์จากแหล่งต่างๆ พร้อมใจกันพูดถึงตัวเลขในอนาคตในทางที่ดี และราคาหุ้นได้ถูกลากไปที่ราคาในอนาคต เพื่อรอผลประกอบการที่คาดว่าจะออกมาดี (ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะดี) ในอนาคต


ก็หุ้นประเภท PE 20 - 30 เท่า PBV 5 - 10 เท่า แต่นักวิเคราะห์ก็ยังก้มหน้าก้มตาเชียร์กันว่าดีอยู่นั่น นั่นแหละครับเข้าข่ายเลย และถ้าถือเอาไว้ก็กลุ้มใจ งุ่นง่านสิ้นดีเลยทีเดียว ท่านเจ้าสำนักTemple Boxing เสนอความเห็นว่าไม่มีใครรู้อนาคตจริงๆ สักคน


ดังนั้น ควรทำคลายเครียดเรโช เพื่อเอาเงินกำไรที่ได้มาไปเสี่ยงแทนจะดีกว่า


หุ้นอีกประเภทหนึ่งที่ต้องทำคลายเครียดเรโชแน่ๆ เลย ก็หุ้นประเภทมีการสร้างราคา มีข่าวลือ ข่าวปล่อย ข่าววงใน เพราะหุ้นพวกนี้มีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของข่าวสูงมาก ถึงมากที่สุด เพราะการปล่อยข่าวนี้เพื่อต้องการผู้ร่วมวงไพบูลย์ในการล้วงเงินจากกระเป๋าของตัวเราและเพื่อนๆนักลงทุนที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครหวังดีกับใครก็ไม่รู้ถึงได้เอาข่าวจริงมาบอกกัน แต่ก็เห็นมีคนเชื่อกันมากและมากขึ้นทุกทีตามขนาด Market Cap.ของตลาดหุ้นบ้านเรา


คราวนี้มาดูว่าใครที่ต้องทำและไม่ทำคลายเครียดเรโช ท่านเจ้าสำนักฯกล่าวไว้ว่า เซียนหุ้นตัวจริง เสียงจริงที่รู้จริงและสามารถบริหารส่วนเกินทุนที่ได้จากหุ้นๆนั้นผ่านการกำหนดราคาที่จะขายหุ้นเอาไว้แล้ว นี่ไม่รวมพวกเจ้ามือที่รู้ทะลุปรุโปร่งในเกมล้วงกระเป๋าครั้งนั้นๆ ไม่ต้องทำคลายเครียดเรโช


ส่วนพวกมนุษย์หุ้นที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาแต่บังเอิญบุญพาวาสนาส่งให้เจ้ามือพิศวาสหุ้นที่ถืออยู่ แล้วพากันมาลากหุ้นจนราคาสูงเกินเท่าตัว และเพื่อสร้างความปลอดโปร่งและความสุขเล็กๆน้อยๆในการร่วมล้วงกระเป๋าคนอื่นที่ยังโลภอยู่ต่อไปแบบปลอดภัยที่สุด


คลายเครียดเรโชทั้งสองแบบแท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่วิธีการในการบริหารความโลภกับความรู้ให้สมดุลดังที่ผมกล่าวไว้เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 47 แต่ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องในการลงทุนอย่างแท้จริง การใช้คลายเครียดเรโชนี้เป็นการจัดการกับความเสี่ยงในช่วงหุ้นขาขึ้นแบบสุดๆเท่านั้น ใช้ไม่ได้กับหุ้นขาลงจนถึงปกติ เพราะเราจะไม่มีโอกาสได้ทำคลายเครียดเรโชแน่นอน


ท่านเจ้าสำนักย้ำหนักแน่นว่า หุ้นขาขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ตลาดหุ้นขาขึ้นนะครับ เพราะไม่ว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในสภาพไหนก็จะมีหุ้นขึ้นและลงสวนตลาดอยู่เสมอ

จะเห็นว่าการลงทุนแบบที่มีการทำคลายเครียดเรโชนี้จะทำให้เราอยู่ในตลาดหุ้นได้ตลอด เพราะเราเอาทุนเราออกมาหมดแล้ว ที่เหลือเป็นเงินกำไรและหากหุ้นตกลงเราก็ไม่เจ็บตัวและอาจมีเงินปันผลเป็นน้ำจิ้มไปเรื่อยๆ


อย่างที่ท่านเจ้าสำนัก Temple Boxing กล่าวเอาไว้ครับ ว่าเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น และก็ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับโอกาสอีกด้วย

ด้วยข้อมูลงานวิจัยด้านจิตวิทยาการลงทุนแล้ว คนทุกคนมักถูกครอบงำด้วยความโลภ ความกลัว และมีการหักกลบตัวเลขในสมองหรือMental Accounting กันทุกคน การทำคลายเครียดเรโชคือการนำเอา Mental Accounting มาบริหารความโลภและความกลัวแบบให้คิดเสียว่าเงินของเราที่ได้มาจากของคนอื่นนั้นเราเอาไปเสี่ยงดีกว่าเงินของเราเอง


แต่อย่าลืมว่า นั่นคือเงินของเรานะครับ หากเราเอาออกมาหมดเราก็ได้เงินนั้นทั้งจำนวน แต่จากความเป็นจริงแล้วน้อยคนนักจะทำได้ ท่านเจ้าสำนักฯก็เลยเสนอทางเลือกว่าให้ลดความเสี่ยงลงพร้อมๆกับความโลภนั่นเอง อย่าลืมว่าท่านยกเว้นให้สำหรับเซียนหุ้นตัวจริงนะครับว่าไม่ต้องทำคลายเครียดเรโช เพราะมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐาน สถานการณ์ และควบคุมความโลภได้เป็นอย่างดี


ผมเองก็อดนึกไม่ได้ว่าพวกเจ้ามือเขาก็คงใช้หลักการเดียวกันนี่แหละในการบริหารต้นทุนของเขาเมื่อมีการสร้างราคา คือซื้อขึ้นมาเรื่อยๆ จนมีผู้ร่วมวงแล้วก็ค่อยๆ รินขายออกมาในระหว่างมีการซื้อของผู้อื่น จากนั้นก็ชักส่วนทุนของตัวเองออก และเอาเงินกำไรที่ได้จากกระเป๋าคนอื่นมาไล่ซื้อต่อเพื่อให้ราคาสูงไปอีก จากนั้นก็เริ่มปฏิบัติการล้วงกระเป๋าผู้อื่นโดยเงินของผู้อื่นอย่างไม่ปราณี


อย่างนี้อาจเรียกว่า เจ้ามือเรโชก็ได้นะครับ


ที่ผ่านมาผมเองก็แอบใช้คลายเครียดเรโชไปแล้วเหมือนกันครับ เพราะหุ้นในพอร์ตของผมก็มีทั้งหุ้นพื้นฐานมั่นคง ทนทุกสภาพ และหุ้นก้นบุหรี่ที่พร้อมจะดีดบางส่วนทิ้งเมื่อราคาเกินความเป็นจริงไปแล้ว และใช้คลายเครียดเรโชนี่แหละในการบริหารส่วนที่เหลือ

--กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 21 - 27 มกราคม 2548--

..........................................................................................................

[b:be1f02c6ac">ล้อมกรอบต่อท้าย[/color:be1f02c6ac">[/b:be1f02c6ac">


หมายเหตุ : ในเรื่อง คลายเครียดเรโช ที่ตีพิมพ์ในวันที่ 21 มกราคม 48 นั้น มีข้อผิดพลาดที่จำเป็นต้องแก้ไขสักนิดหน่อยเกี่ยวกับ คลายเครียดเรโช(มหภาค) ดังนี้ครับ

มาดูสูตร คลายเครียดเรโช(มหภาค) : ราคาตลาด / ราคาทุน > 1

จากสูตรจะเห็นว่า เมื่อราคาหุ้นหลังจากที่ซื้อมาแล้วได้ปรับตัวขึ้นไปสูง เท่ากับหรือมากกว่าราคาทุนที่ซื้อหุ้นมาแล้ว ให้ชักเอาส่วนที่เป็นทุนออกมาก่อนเพื่อความอุ่นใจ และเป็นการลดความเครียดจากการถือหุ้นนั้นๆ เอาไว้ต่อ ยิ่งตอนที่ขายเมื่ออัตราส่วนคลายเครียดสูงมากกว่า 1 มากๆ ความเครียดจะยิ่งลดลงเป็นลำดับ เช่น เมื่อเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งมาที่ราคา 10 บาท ปัจจุบันราคาได้ขึ้นมาที่ 25บาท


เราจะได้คลายเครียดเรโชเท่ากับ 2.5 เท่า จากนั้นให้เราชักเอาเงินทุน 10 บาท ออกมาก่อนแล้วปล่อยให้เงินที่เป็นกำไร 15 บาทอยู่ในหุ้นนั้นต่อไป เพื่อลดอาการเครียดจากการขายหมูลงไป และที่แน่ๆ เงินทุนของเราปลอดภัย 100% แล้วครับ


ตามความหมายเดิมของท่านเจ้าสำนัก Temple Boxing School ต้องใช้ คลายเครียดเรโช (มหภาค) กับตลาดหุ้นโดยรวมครับ ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินลงทุนทั้งหมดที่เราใช้เล่นหุ้นในปัจจุบันเปรียบเทียบกับกำไรสะสมทั้งหมดที่เราเคยได้มาไม่ได้เน้นไปที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง


ส่วนคลายเครียดเรโช (จุลภาค)นั้น หมายถึงหุ้นเป็นรายตัวครับ ดังนั้นที่ผมยกตัวอย่างมาเป็นหุ้นรายตัวในการอธิบายคลายเครียดเรโช (มหภาค)นั้นจึงไม่ตรงต่อความหมายที่แท้จริงของท่านเจ้าสำนัก จึงขอให้ท่านผู้อ่านได้โปรดปรับค่าต่างๆ ในตัวอย่างให้เป็น....


เช่น เมื่อท่านได้ซื้อหุ้นเมื่อดัชนีตลาด เท่ากับ 350 จุด ด้วยเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,000,000 บาท แต่แล้วตลาดหุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปเป็น 600 จุดเงินลงทุนทั้งพอร์ตเพิ่มเป็น 2,300,000 บาท เมื่อคำนวณ คลายเครียดเรโช(มหภาค) แล้วจะเท่ากับ 2,300,000 / 1,000,000 = 2.3 เท่า นั่นหมายถึงว่า เงินลงทุนเริ่มแรกที่เราลงไปมันเพิ่มขึ้นมา 1,300,000บาท ดังนั้นให้เราชักส่วนทุนเดิม 1,000,000 บาทออก ทิ้งส่วนเกินทุนเอาไว้ให้อยู่ในพอร์ตต่อไป


ทั้งนี้ต้องขออภัยท่านเจ้าของแนวคิด และขอขอบพระคุณในความกรุณาของคุณคลายเครียดที่ชี้แจงมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

มนตรี นิพิฐวิทยา

--กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 4 - 10 กุมภาพันธ์ 2548--

[u:be1f02c6ac">[/u:be1f02c6ac">
 กลับขึ้นบน
บุคคลทั่วไป
บุคคลทั่วไป
#2 วันที่: 19/06/2006 @ 13:10:28 : re: Temple Boxing School...
[b:f00360bd77">*** รู้สึกว่าจะมีท่านผู้รู้แห่ง thaihoon ท่านหนึ่ง ก็เคยสอน.....วิธีนี้ให้กับ...

ข้าน้อยขอคารวะ และขอบคุณท่านมา ณ ที่นี้ อีกครั้ง

ที่จริงแล้วมีท่านผู้รู้อีกมากมายอยู่ที่บ้านนี้ Thaihoon.com ท่านผู้อ่านลอง

ติดตามดูให้ดีดี แล้วท่านจะภูมิใจ และ ดีใจ ที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกที่นี่

ขอยืนยันครับท่าน ***[/color:f00360bd77">[/b:f00360bd77">[/size:f00360bd77">

.0009 .0005 ฟฟฟฟ3
 กลับขึ้นบน
mr.w
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 490
#3 วันที่: 19/06/2006 @ 15:01:08 : re: Temple Boxing School...
ฟฟฟฟ3 ฟฟฟฟ3 ฟฟฟฟ3
ขอบคุณครับ คิก คิก
 กลับขึ้นบน
บุคคลทั่วไป
บุคคลทั่วไป
#4 วันที่: 19/06/2006 @ 15:03:27 : re: Temple Boxing School...
[b:68f6d317e7">ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความรู้ในบทความข้างต้นมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ[/color:68f6d317e7">[/size:68f6d317e7">[/b:68f6d317e7">
 กลับขึ้นบน
บุคคลทั่วไป
บุคคลทั่วไป
#5 วันที่: 19/06/2006 @ 15:07:04 : re: Temple Boxing School...
ขอบคุณครับ คิก คิก
.............................................

โตะจัยโหมะเลยย


ฟฟฟฟ3
 กลับขึ้นบน
จันทรา
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 1,898
#6 วันที่: 19/06/2006 @ 19:30:55 : re: Temple Boxing School...
ขอบคุณน้อง am ด้วยค่ะ ... ( น่ารักสุดๆ... ) [/color:3417bfcaa1">[/size:3417bfcaa1"> .0000 .0000 .0000
 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com